
พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารีฯ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำโดย ดร.พรรณี สอาดฤทธิ์ รองผู้อำนวยการฯ เข้ารับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 ประเภท “รางวัลแห่งความยั่งยืน” (Thailand Tourism Sustainability Awards) จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน พระราชทานรางวัลแก่ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ได้จัดการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ขึ้นตั้งแต่ปี 2539 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อยกย่องเชิดชูผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีการพัฒนาคุณภาพ และรักษามาตรฐานการให้บริการที่มีความเป็นเลิศ สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล รางวัลนี้จึงเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่หน่วยงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งจะช่วยรับรองการส่งมอบประสบการณ์ทรงคุณค่าและน่าประทับใจ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีความโดดเด่น ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม อัตลักษณ์ความเป็นไทย ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก เพื่อให้ประเทศไทยรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันและยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก
"รางวัลกินรี" ถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดด้านการท่องเที่ยวของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการบริการ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “รางวัลแห่งเกียรติยศ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเดินหน้าสู่ความยั่งยืน” นับเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นหลักฐานยืนยันถึงความสำเร็จในการพัฒนาของพิพิธภัณฑ์ฯ ม.อ. เพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
นับว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของชาวพิพิธภัณฑ์ฯ ม.อ. ตลอดระยะเวลา 17 ปี เรายังคงมุ่งมั่น สร้างสรรค์ ไม่หยุดยั้งการพัฒนาด้านธรรมชาติวิทยา เชื่อมโยงฐานข้อมูลทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์ และให้ความรู้ด้านธรรมชาติวิทยาของคาบสมุทรไทยแก่เยาวชนและสาธารณชนทั่วไป
อีกทั้งเรายังเป็นศูนย์กลางทางวิชาการที่เชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการและสาธารณชนที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยทางธรรมชาติวิทยาอีกด้วย พร้อมยังมีกิจกรรมดี ๆ ที่จะมอบให้แก่ผู้เข้าชมนิทรรศการและผู้ที่สนใจกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่องต่อไป
.............................

๐ การศึกษา - อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมแสดงความยินดีกับทีมลูกพระบิดา คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลังคว้ารางวัลจากการแข่งขันประเภท EV ครั้งแรก ในรายการ Formula Student Japan 2025 (FSAEJ2025) ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี ร่วมพบปะพร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับทีมลูกพระบิดา (Lookprabida Team) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังคว้ารางวัลจากการแข่งขันประเภท EV ครั้งแรก ในรายการ Formula Student Japan 2025 (FSAEJ2025) ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิคม สุวรรณวร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาวิตร์ ตัณฑนุช ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (PSU EV) รองศาสตราจารย์ ดร.เจริญยุตร เดชวายุกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกลและเมคาทรอนิกส์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วชรินทร์ แก้วอภิชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (ผู้ดูแลทีม) และนักศึกษาทีมลูกพระบิดา (Lookprabida Team) คณะวิศวกรรมศาสตร์ เข้าร่วมพบปะและรายงานผลการแข่งขันโดยสรุป ณ ห้องประชุม 215 ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568
ทั้งนี้ ทีมลูกพระบิดา (Lookprabida Team) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ส่งรถ EV class เป็นรถไฟฟ้าขับเคลื่อน 4 ล้อ (four wheel drive) คันแรกของประเทศไทย และเป็นคันแรกที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากการเป็นทีมต่างชาติในเวทีประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้เข้าร่วม EV class เป็นปีแรกเช่นกัน ในการแข่งขัน Formula Student Japan 2025 (FSAEJ2025) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 13 กันยายน 2025 ณ Aichi Sky Expo เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดโดยสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น (JSAE)
การแข่งขันครั้งนี้ได้ให้นักศึกษาออกแบบและสร้างรถด้วยตัวเอง และลงทำการแข่งขันในสนามจริง โดยรถจะมีขนาดเล็กกว่า F4 แต่ใหญ่กว่า Go kart ซึ่งการแข่งขันถูกแบ่งออกเป็น 2 class ได้แก่ 1. Internal Combustion Engine vehicle class มีทีมเข้าร่วม 58 ทีม และ 2. Electric vehicle class มีทีมเข้าร่วม 25 ทีม
สรุปผลการแข่งขัน Formula Student Japan 2025 (FSAEJ2025) ทีมลูกพระบิดา (Lookprabida Team) ทําคะแนนรวม 192.87 คะแนน (Overall EV) จบอันดับที่ 14 พร้อมกับผลรางวัล ดังนี้
P2 Best Three View Drawing Award
P2 Best Coolest Car
P3 Engineering Design Event
P3 Best Mathworks Award
P7 Cost&Manufacturing Event
P17 Presentation Event
.............................

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดประชุม RU Connext ครั้งที่ 2 : สานพลัง วิจัยไทย ใช้งานจริง (ภาคใต้) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และแนวทางการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมของกลุ่มมหาวิทยาลัยในภูมิภาค ภาคใต้ รวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงจากกลุ่มมหาวิทยาลัยในภาคใต้ที่นำไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม/พื้นที่ และนโยบาย เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในระดับนานาชาติ ทั้งในด้านการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับภูมิภาคและสังคมโลก โดยมี ศ. ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวเปิดงานและรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน
พร้อมด้วย
ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะผู้แทนมหาวิทยาลัยในเครือข่ายที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ผศ. ดร.สุวัจน์ ธัญรส อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ในฐานะผู้แทนของมหาวิทยาลัยในเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และ รศ. ดร.วีระชัย แสงฉาย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ในฐานะผู้แทนของมหาวิทยาลัยในเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ ร่วมกล่าวต้อนรับ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยในภาคใต้จำนวน 11 มหาวิทยาลัย และ 1 หน่วยงาน ที่เข้าร่วม ณ ห้องประชุม
Science Stone อุทยานวิทยาศาสตร์ ภูมิภาค ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568
ภายในงาน ศ. ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ยังได้นำเสนอ “
แนวทางการเชื่อมโยงการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ให้บรรลุเป้าหมาย SRI For All” โดยวิสัยทัศน์นี้จะมีการวางแผนและงบประมาณเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม หรือประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ
จากนั้นเป็นการนำเสนอภาพรวมการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม และตัวอย่างผลงานที่มีศักยภาพพร้อมขยายผลของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในเครือข่ายภูมิภาค ภาคใต้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หน่วย UtiRise : ระบบบริหารจัดการ/ขับเคลื่อนวิจัยและนวัตกรรม), มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, มหาวิทยาลัยทักษิณ, มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์, อุทยานวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
รวมทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดานการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใชประโยชน์เพื่อการสรางผลกระทบสูง พรอมสรุปประเด็นหารือและแนวทางดำเนินการตอ (What’s Next) ร่วมกัน และยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดการใชประโยชน์ ที่ทางมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำมาจัดแสดงไว้
นอกจากการประชุม นำเสนอ และจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดการใชประโยชน์แล้ว ในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังได้นำคณะฯ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เยี่ยมชมห้องปฎิบัติการที่มีศักยภาพและผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นของมหาวิทยาลัย ได้แก่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพจากน้ำยางพาราสู่เชิงพาณิชย์ (CERB) สถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา ศูนย์วิศวกรรมยาง ศูนย์นวัตกรรมและบริการนิติวิทยาศาสตร์ และศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านการวิเคราะห์สารปริมาณน้อยและไบโอเซนเซอร์ (TAB-CoE) อีกด้วย
......................................

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท) จัดประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 13 (The 13th PSU Education Conference) ในหัวข้อ “Reimagining Higher Education in a Changing World: Innovation and Collaboration” ระหว่างวันที่ 26 - 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Conference Hall ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ องค์ความรู้ และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการ Reimagine Higher Education ผ่านแนวคิดนวัตกรรมและความร่วมมือ และส่งเสริมการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย รวมถึงกิจกรรม
CWIE (
Cooperative and Work-Integrated Education) เพื่อพัฒนาการศึกษาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ
เปิดรับบทความเพื่อนำเสนอใน 3 กลุ่มสาขาวิชา และ 16 หัวข้อย่อย ด้านการพัฒนาการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ตลอดจนการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาในหลากหลายสาขาวิชา ทั้งคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการต่างๆ ในรูปแบบการนำเสนอผลงานแบบบรรยาย และแบบโปสเตอร์ ได้แก่ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
สำหรับรายละเอียดกำหนดการรับสมัครผลงานวิจัย ดังนี้ - ลงทะเบียนนำเสนอผลงานแบบ
Oral หรือ แบบ
Poster ที่เป็นบทความวิจัยแบบ
abstract only หรือ แบบ
Full paper ตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 31 ตุลาคม 2568
- แจ้งผลการพิจารณาผลงานวิจัย ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568
- ส่งผลงานวิจัยที่ผ่านการแก้ไข ภายใน 31 ธันวาคม 2568
- เผยแพร่ผลงานบนเว็บไซต์ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569
- นำเสนอผลงานวิจัย ระหว่างวันที่ 26 – 27 กุมภาพันธ์ 2569
- ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมผ่านเว็บไซต์ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – 20 กุมภาพันธ์ 2569
ขอเชิญชวนคณาจารย์ นักวิชาการด้านการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ส่งผลงานวิจัยเพื่อนำเสนอแบบบรรยาย หรือแบบโปสเตอร์ในการประชุมวิชาการดังกล่าว ตั้งแต่บัดนี้ - 31 ตุลาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์
https://educonf.psu.ac.th/ และขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมวิชาการดังกล่าว โดยไม่มีค่าลงทะเบียน
สอบถามรายละเอียดได้ที่ วิไลลักษณ์ ปรีชาพานิช / นุชระพี จันทร์ช่วย สำนักการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โทรศัพท์ (66) 0 7428 9205, 9221 (Information)
และ วนิดา กาเหย็ม/ จิราภรณ์ ระฆัง โทรศัพท์ (66) 0 7428 9223, 9222 (Submission) E-Mail:
educonf@psu.ac.th
....................................

เปิดแล้วอย่างเป็นทางการแล้ว งานเกษตรภาคใต้ครั้งที่ 31 “เกษตรยุคใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” โดยพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-17 สิงหาคม 2568 ณ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
งานเกษตรภาคใต้เป็นงานที่คณะทรัพยากรธรรมชาติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ เป็นเวทีซื้อขายสินค้าและผลผลิตการเกษตร ให้นักศึกษาพัฒนาทักษะการทำงาน และเป็นงานประจำปีที่สำคัญของจังหวัดสงขลาและของภาคใต้
ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ แปลงสาธิต การอบรม การประกวด การแข่งขัน และการประชุมสัมมนาวิชาการด้านการเกษตร มีการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ อาหาร เครื่องมือ/เครื่องจักร/อุปกรณ์ทางการเกษตร รถยนต์ กว่า 460 ร้าน รวมถึงกิจกรรมการแสดงศิลปะวัฒนธรรมและความบันเทิง ที่จัดบนเวทีกลาง ทุกวัน ตลอดงาน
นอกจากนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ได้ทรงประทานถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศการประกวดทุเรียนพื้นบ้าน ทุเรียนหมอนทอง ส้มโอทับทิมสยาม จำปาดะเนื้อ และจำปาดะทอด ซึ่งล้วนเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคใต้ และคณะทรัพยากรธรรมชาติได้มีการจัดประกวดมาแล้วต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยพิธีการมอบถ้วยประทานฯ จะจัดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
สำหรับนิทรรศการ แปลงสาธิต การอบรม การประกวด การแข่งขัน และการประชุมสัมมนาวิชาการด้านการเกษตรที่มีในงาน ได้แก่ นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อการผลิตที่แม่นยำและยั่งยืน องค์ความรู้ที่ต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง แข็งแรง ที่จัดแสดงโดยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน, แปลงสาธิตทางการเกษตร ที่จัดแสดงการปลูกพืชผล ไม้ดอก ไม้ประดับ และที่พิเศษสำหรับปีนี้ คือแปลงนาสาธิต, การอบรมทางการเกษตร จัด ณ ห้องบรรยาย 104 อาคาร 1 คณะทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการอบรมที่เข้มข้น เน้นลงมือปฏิบัติจริง ในหลากหลายหัวข้อ
การประกวดและการแข่งขันต่าง ๆ ได้แก่ การประกวดจำปาดะ, การแข่งขันสูตรแป้งทอดจำปาดะ, การแข่งขันตอบคำถามเกี่ยวกับยางพารา, การแข่งขันกรีดยางพาราและการประกวดยางแผ่นรมควัน, การประกวดทุเรียนหมอนทองและส้มโอทับทิมสยาม, การประกวดไก่แจ้สวยงาม และการประกวดภาพถ่ายในงานเกษตรภาคใต้
ตลอดจนการประชุมสัมมนาวิชาการ “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ครั้งที่ 2 ในวันที่ 14-15 ส.ค. 2568 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประกอบด้วย การนำเสนอผลงานวิชาการ การบรรยายพิเศษ ได้แก่ ประเทศไทยกับความมั่นคงทางอาหาร: ความท้าทายของวิกฤติโลก โดย ศ. ดร.สนิท อักษรแก้ว นายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เทคโนโลยีพร้อมใช้: พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต โดย รศ. ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และการเสวนาวิชาการในหัวข้อ ได้แก่ ทุเรียนและยางพารา: สถานการณ์ปัจจุบันและความท้าทายอนาคตพืชเศรษฐกิจไทย และ ไก่เบขลา ขยายตลาดสู่ความยั่งยืน
งานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ และเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาภาคการเกษตรของภาคใต้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป
งานเกษตรภาคใต้ ครั้งที่ 31 เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร ของงานเกษตรภาคใต้ ได้ที่เพจ “งานเกษตรภาคใต้ คณะทรัพย์ ม.อ.หาดใหญ่” (
https://www.facebook.com/agrifairfnr)
หรือ เพจ “คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” (
https://www.facebook.com/natural.psu)
...................................

ท่ามกลางความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดผลกระทบทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เราจะมองหาแนวทางและโอกาสในการปรับตัวในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ และเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่ท้าทายอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย ศูนย์บริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ เปิดเวทีเสวนาวิชาการ “เศรษฐกิจไทยภายใต้เงาความขัดแย้งโลก: วิกฤติ โอกาส และทางรอด” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด และประสบการณ์จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ธุรกิจ และภาคการศึกษา ตลอดจนครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อการวิเคราะห์สถานการณ์ มองหาโอกาสในการปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และเตรียมความพร้อมรับมือกับอนาคตที่ท้าทายอย่างยั่งยืน โดยมี รศ. ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ เป็นประธานเปิดงาน มีผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้อง EC201 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568
ภายในงานจัดให้มีปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Geopolitics: สหรัฐ-จีน ในเกมภูมิรัฐศาสตร์” โดย Keynote Speaker : รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีน และผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศ อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเสวนา “วิกฤติ โอกาส และทางรอดของเศรษฐกิจไทย” โดย 3 กูรูเศรษฐกิจระดับประเทศและภูมิภาค ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.พงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมหภาค จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และคุณทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ดำเนินการเสวนา โดย ดร.วิทวัส เหมทานน์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ และอาจารย์สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
รศ. ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโลยี และสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ผลกระทบและหาแนวทางปรับตัวจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีบทบาททั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เวทีวิชาการในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และความคิดเห็นเชิงนโยบายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
งานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คนจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นจากธนาคารแห่งประเทศไทย นักธุรกิจ ภาคราชการ คณาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรหลายคณะในมหาวิทยาลัย และนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจและความตระหนักในประเด็นเศรษฐกิจระดับชาติและโลกอย่างแท้จริง
“การเสวนาวิชาการ “เศรษฐกิจไทยภายใต้เงาความขัดแย้งโลก: วิกฤติ โอกาส และทางรอด” ในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งในเชิงวิชาการและการประยุกต์ใช้จริงและสามารถต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย เศรษฐกิจ และสังคมไทยให้สามารถก้าวผ่านความท้าทาย และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างมั่นคง” รศ. ดร.ปรัตถกล่าว
........................................

ทีมนักวิจัยจาก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.โสภาค จันทฤทธิ์ สังกัดสถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย ร่วมกับ นางสาวนงนภัส มณี นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
พร้อมด้วยนักวิจัยจากหลากหลายสถาบัน ได้แก่ คุณณัฐรดา มิตรปวงชน และ คุณอวัสยา พิมสาย จากพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี ดร.อารีรักษ์ นิลสาย จากมหาวิทยาลัยทักษิณ
ประสบความสำเร็จในการค้นพบ แมลงหางดีดชนิดใหม่ของโลกจำนวน 3 ชนิด ได้แก่
Coecobrya microphthalma sp. nov. จากถ้ำลึก ใน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี
Alloscopus sago sp. nov. จากป่าสาคู อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
และ Alloscopus jantapasoae sp. nov. จากถ้ำลึก ใน อ.ห้วยยอด จ.ตรัง
ซึ่งแมลงทั้งสามชนิดจัดเป็น สิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น (endemic species) ที่มีความจำเพาะต่อระบบนิเวศ และไม่สามารถพบได้ในพื้นที่อื่นของโลก
แมลงหางดีดเป็นแมลงโบราณที่เป็นรอยต่อทางวิวัฒนาการระหว่างสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มครัสเตเชีย (crustacean) และแมลงที่แท้จริง (true-insect) เป็นแมลงที่มีขนาดเล็ก แต่แพร่กระจายได้ในทุกระบบนิเวศของโลก ตั้งแต่ป่าฝนเขตร้อนไปจนถึงขั้วโลก แม้แต่ในทะเลทราย ปากปล่องภูเขาไฟ หรือในถ้ำลึกก็พบได้
พวกมันมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายอินทรียวัตถุและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร ทำให้แมลงหางดีดถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้อย่างแม่นยำ
งานวิจัยดังกล่าวยังได้เปิดเผย “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” ที่มีต่อสัตว์ในระบบนิเวศถ้ำเขตร้อน โดยใช้แมลงหางดีดเป็นตัวแบบ
พบว่าเพียงแค่อุณหภูมิในถ้ำเพิ่มขึ้นจากเดิม จะส่งผลต่อการวางไข่ การเจริญเติบโตและวงจรชีวิต และหากอุณหภูมิสูงมากกว่า 4 องศาเซลเซียส นำไปสู่การลดลงของประชากรจนถึงขั้นสูญพันธุ์ได้
การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำถึง ศักยภาพของคณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. ในการผลิตองค์ความรู้ใหม่ระดับสากล หากยังเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ความเข้าใจระบบนิเวศ และการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน
ติดตามการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก โดยนักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ที่:
www.sci.psu.ac.th/news/category/new-species และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศและโลกของเราอย่างยั่งยืน
.....................................

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเพื่อไปสู่ความยั่งยืน หรือ Go Green ธุรกิจต่าง ๆ ก็กำลังตอบสนองด้วยการนำแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้มากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่การลดขยะ การอนุรักษ์ทรัพยากร และการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไปจนถึงการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยพื้นฐานแล้ว Go Green คือการเลือกสิ่งที่ดีกว่าสำหรับโลก
เช่นเดียวกันกับภาคการท่องเที่ยวทางฝั่งอันดามันของประเทศไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน โดยการคิดค้น พัฒนา และนำนวัตกรรมระบบ Hybrid เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมเรือนำเที่ยว หรือเรือหัวโทง ซึ่งเป็นเรือที่นิยมใช้กันอย่างมากในแถมพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันบ้านเรา จนนำมาสู่การได้มาซึ่ง “เรือนำเที่ยวไฟฟ้าแบบไฮบริด” ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง ไร้ควัน และนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้จริง ทั้งยังสามารถส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้อีกด้วย
รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี เลื่องชวนนท์ อาจารย์คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหัวหน้าโครงการวิจัยเรือนำเที่ยวไฟฟ้าแบบไฮบริด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามาพัฒนาเรือนำเที่ยว คือทางจังหวัดกระบี่ ที่มีความสนใจในเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และได้นำนวัตกรรมระบบ Hybrid มาใช้กับเรือหัวโทง ซึ่งเป็นเรือนำเที่ยวที่มีการนำนักท่องเที่ยวไปตามเกาะแก่งต่าง ๆ ของจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง โดยได้เข้ามาพัฒนาระบบเครื่องยนต์ให้เป็นระบบสำรอง ด้วยเรือไฟฟ้าระบบแบตเตอรี่ที่มีไฮบริดร่วมด้วย พร้อมกับอีก 2 พลังงานสะอาด คือกังหันลมและโซล่าเซลล์ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดจากเรือหัวโทงระบบไฟฟ้าไฮบริด คือช่วยลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงได้ถึง 99,000 บาทต่อปี ไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ หรือไม่มีการปล่อยควัน ไม่มีกลิ่นเผาไหม้บนเรือ และลดเสียงดังจากเครื่องยนต์ลงไปได้ประมาณ 70 เดซิเบล
รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรีเล่าว่า จากการเปิดตัวเรือนำเที่ยวไฟฟ้าแบบไฮบริด โดยได้นำนักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมภาพเขียนโบราณอายุ 3,000 ปี และแพกระชังเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ในบริเวณตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีการทำงานแบบร่วม Hybrid กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยให้ระบบเครื่องยนต์สันดาปเป็นระบบขับเคลื่อนสำรอง พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานหลัก และในการใช้งานขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า ผลคือสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังช่วยลดการใช้งานพลังงานน้ำมัน และลดเสียงรบกวนจากการเดินเรือ ซึ่งได้รับความพึงพอใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและทีมนักวิจัยเป็นอย่างมาก
หัวหน้าโครงการวิจัยเรือนำเที่ยวไฟฟ้าแบบไฮบริดยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันนอกจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรือนำเที่ยวไฟฟ้าไฮบริดแล้ว ทางทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับกังหันลม ซึ่งจะต้องพัฒนาให้เหมือนกับการพัฒนาระบบโซล่าเซลล์ และคิดว่าตอนนี้คงเหลือคนทำวิจัยในด้านพลังงานลมแบบจริงจังอยู่ไม่กี่คน ปีที่ผ่านมาได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดของกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องกังหันลมที่สามารถติดกับร้านคาเฟ่ แลสามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งข้อดีของกังหันลมคือมีการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ต้องอยู่ในพื้นศักยภาพเท่านั้น สำหรับในส่วนของเรือนำเที่ยวไฟฟ้าแบบไฮบริด ก็ยังสามารถยกระดับและนำไปพัฒนาต่อได้อีกในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง อาทิ จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น
“ในอนาคตการท่องเที่ยวของประเทศไทย หากเราเน้นในเรื่องของการรักษ์สิ่งแวดล้อม การดูแลแหล่งท่องเที่ยวให้คงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ประกอบกับการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีและ No Carbon เข้าไป ใส่ความเป็น Green เข้าไปเพิ่มอีก ก็จะยิ่งสร้างจุดขายให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้อีกมาก” รศ. ดร.มนตรี เลื่องชวนนท์กล่าว
.........................................

6 มิถุนายน 2568 - มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “วงจรระบบอาหาร (Food system) และมาตรฐานสากล” ตามโครงการการยกระดับสร้างนวัตกรรมและเปิดเวทีนานาชาติขับเคลื่อนสงขลาสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก ประจำปีงบประมาณ 2568 ดำเนินการโดยศูนย์อาเซียนศึกษา ดร.ถนัด คอมันตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากงบพัฒนาจังหวัดสงขลา โดยมี นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ. ดร.สุพัตรา เดวิสัน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการอาเซียนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวรายงาน ซึ่งมีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดระบบวงจรอาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติการ นักวิชาการ ภาครัฐและชุมชน กว่า 60 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมบีพี สมิหลา บีช สงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาได้เตรียมความพร้อมของเมืองเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2563 ตามนโยบาย “การส่งเสริมและพัฒนาการขับเคลื่อนเมืองสงขลาสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารสู่การขับเคลื่อนวัฒนธรรมอาหารอย่างยั่งยืน” โดยนำวิทยาการอาหารผสมผสานกับวิถีพหุวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ขับเคลื่อนเมือง นำเสนอเมืองในนิยาม เสน่ห์สงขลา “เมืองสองทะเล สามน้ำ” เพื่อมุ่งสู่ “Songkhla Gastronomy for Health and Wellbeing” เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยทุกกลุ่มมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ส่งผลให้จังหวัดสงขลาได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเมืองของประเทศไทยในการเสนอเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร ในปี 2568 นี้
ด้าน ผศ. ดร.สุพัตรา เดวิสัน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการอาเซียนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการระบบอาหารและมาตรฐานสากล เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสงขลาสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารขององค์การยูเนสโก ซึ่งจังหวัดสงขลาได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเมืองของประเทศไทย ในปี 2568 และได้ยื่นใบสมัครต่อองค์การ UNESCO เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการฯ องค์การ UNESCO
การจัดกิจกรรมอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของยูเนสโกแก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบอาหาร มาตรฐานสากลและการยกระดับอาหารและสถานประกอบการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเป็นเมืองที่มีจุดเด่นทางด้านอาหาร
กิจกรรมประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารขององค์การ UNESCO และระบบอาหารกับการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร และการประชุมเชิงปฏิบัติการแบ่งกลุ่มและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในประเด็นมาตรฐานสุขาภิบาลสำหรับผู้ประกอบการ สถานที่จำหน่ายอาหาร SAN, SAN Plus การขอ อย.และมาตรฐาน GMP สำหรับผู้ประกอบการผลิตอาหาร การยกระดับมาตรฐานร้านอาหารในสงขลา “Singora Guide” มาตรฐานและการยกระดับอาหารไทยในเวทีนานาชาติ “Michellin Guide” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม ด้านการต่างประเทศ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา หอการค้าจังหวัดสงขลา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้ประกอบการอาหาร
...........................................

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ร่วมกับ สถาบันวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Engineering Institute) โดยการสนับสนุนทุนจาก บพข. และเครือข่ายภาคเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ AI for Next Gen - พลิกโฉมท่องเที่ยวยุคใหม่ด้วย AI โดยมีนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน และมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 25 พฤษภาคม 2568 ณ Blockchain Technology Center (BTC Space) จังหวัดภูเก็ต
กิจกรรมในงานแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Future Ready: เทรนด์โลก เทคโนโลยี และอนาคตท่องเที่ยวไทย” โดย ผศ. ดร.จัสติน พอลเซน (Assistant Professor Justin Paulsen) จาก มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในความร่วมมือจาก Carnegie Mellon University (CMU) ประเทศสหรัฐอเมริกา กับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL)
การเสวนาพิเศษ AI Talk: Local Wisdom x AI Power บรรยายพิเศษแชร์ประสบการณ์จากตัวแทนภาคธุรกิจไทยในการใช้งาน AI และบทเรียนผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากพื้นที่ภาคใต้ โดยมีคุณรังสิมันตุ์ กิ่งแก้ว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต, คุณบุญช่วง ตันสุเทพวีรวงศ์ Head of Network Data and OSS Platform Section บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), คุณประชา อัศวธีระ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), คุณวีระเชฏฐ์ ไวทยานุวัตติ Cyber Security Manager, Bangkok Airways และคุณกนกวรรณ บุญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและปฏิบัติการ บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ร่วมเสวนา และมี รศ. ดร.วโรดม วีระพันธ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และอาจารย์หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะ (AISE) หลักสูตร Sandbox ทางด้าน AI ที่ทันสมัย ของวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เป็นผู้ดำเนินรายการ
รวมถึงยังมีการจัดนิทรรศการทางด้านปัญญาประดิษฐ์ จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ที่มีหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะ (AISE) ที่ทันสมัย เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อทางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สถาบันวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AIEI), Blockchain Technology Center (BTC) และศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ด้านอีสปอร์ตเพื่อความเป็นเลิศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ สาขาภูเก็ต (PSU Esport Studio - Phuket)
นอกจากนี้ นักเรียนและนักศึกษา จำนวน 30 ทีม รวมกว่า 120 คน ได้เข้าร่วมอบรมและแข่งขันในงาน AI Hackathon: AI Workflow Automation for Tourism Business โดยได้รับเกียรติจาก รศ. ดร.วโรดม วีระพันธ์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ทำหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยาย เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติและการใช้งาน AI สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนโค้ด บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ ความตั้งใจ และการทำงานเป็นทีม
สำหรับทีมที่ได้รับรางวัล มีดังนี้
- รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง เงินรางวัล 20,000 บาท ได้แก่ ทีม PHUTECH จากโรงเรียนสตรีภูเก็ต
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง เงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ทีม Ultimate PUPA x AI จาก ม.อ. หาดใหญ่
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง เงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ ทีม COM-SCI YRU จาก มรภ.ยะลา
รางวัลชมเชย 4 รางวัล เงินรางวัล 2,500 บาท ได้แก่
- ทีม Kaitong จาก โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
- ทีม MetaMind จาก โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
- ทีม Star five จาก โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ ฯ
- ทีม RandomForest BTW จาก โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
และรางวัลพิเศษที่สะท้อนถึงความตั้งใจและศักยภาพของทีมผู้เข้าแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น Hackathon Spirit Award: ทีม JOTB จาก โรงเรียนขจรเกียรติศึกษา Design is Everything Award: ทีม CoC New Gen 1 จาก ม.อ.ภูเก็ต Best Presenting Award: ทีม Hand Code Tactical จาก โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ ภูเก็ต ทีมเดินทางไกลที่สุดพร้อมผลงานโดดเด่น: ทีม สองศูนย์เจ็ดเจ็บอ๊อด ๆ แอ๊ด ๆ จาก โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล
ก้าวแรกสู่โลก AI ที่ใครก็เรียนได้ กิจกรรมนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่จุดประกายให้ครู นักเรียน และผู้ปกครอง เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เด็กมัธยมก็เริ่มต้นเรียนรู้และสร้างผลงานจริงได้แล้ววันนี้
หากน้องๆ คนใดมีความฝันอยากเป็นนักพัฒนา AI หรือสนใจเทคโนโลยีล้ำสมัย วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เปิดสอน หลักสูตรวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะ (3 ปี) สำหรับน้อง ๆ ม.ปลายที่อยากเตรียมพร้อมสู่โลกอนาคต เพราะอนาคตของการท่องเที่ยวไทย ขับเคลื่อนได้ด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย
ติดตามภาพบรรยากาศการแข่งขันและผลงานเยาวชนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ AI for Next Gen:
https://ai-for-next-gen.my.canva.site/ ข้อมูลหลักสูตร 3 ปี วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะ (AISE) :
computing.psu.ac.th
......................................

17 เมษายน 2568 - มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย สำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ จัดการประชุม “The First AUN Dx Assessor Workshop” ระหว่างวันที่ 9-11 เมษายน 2568 ณ ห้องเรียนอัจฉริยะ 2 อาคารเรียนและปฏิบัติการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ โดยมี ผศ.ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ เป็นประธานเปิดงาน
พร้อมด้วย รศ. ดร.สินชัย กมลภิวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ คณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอาเซียน บุคลากร และผู้สนใจเข้าร่วมงาน
การประชุม “The First AUN Dx Assessor Workshop” จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่กรอบแนวคิด AUN Dx Framework และแนวทางการประเมิน (Assessment Guideline) ให้แก่สถาบันอุดมศึกษาในอาเซียน พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพผู้เข้าร่วมในการเป็นผู้ประเมินภายใน ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เช่น กรณีศึกษาและการจำลองสถานการณ์การประเมิน เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ภายในสถาบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแนวทางการประเมิน เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
ภายในงานมีการรายงานการประเมินตามกรอบ AUN Dx เพื่อการรับรองคุณภาพครั้งแรก ของ DiiS ม.อ. โดย ดร.ชยากร ปิยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ISEM จำกัด ความสำคัญของหน่วยงานรับรอง (Certifying Body - CB) โดย ดร.ทัชนันท์ กังวานตระกูล ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท ISEM จำกัด
ภาพรวมของกรอบการดำเนินงาน AUN Dx (AUN Dx Framework Overview) และการแนะนำ AUN Dx LLM (เวอร์ชันเบต้า) – การสาธิต AI สำหรับ AUN Dx (AUN Dx Framework Overview) โดย ผศ. ดร.ชินพงศ์ อังสุโชติเมธี
ผศ. ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ กล่าวว่า การประชุม “The First AUN Dx Assessor Workshop” มีความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับศักยภาพการจัดการคุณภาพ ICT และการประเมินภายในสถาบันอุดมศึกษาของอาเซียนผ่านกรอบงาน AUN Dx ที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยในภูมิภาค โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเครือข่ายนี้ และได้รับการรับรองให้เป็นสำนักเลขาธิการของ AUN Dx Thematic Network และเป็นเจ้าภาพจัดทำกรอบมาตรฐาน AUN Dx Framework ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพทางดิจิทัลของมหาวิทยาลัยในอาเซียน
กิจกรรม Workshop ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ศึกษาแนวทางการประเมิน AUN Dx ผ่านกิจกรรมฝึกปฏิบัติจริง โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับ AUN Dx Framework และ Assessment Guideline พร้อมทั้งฝึกฝนบทบาทของผู้ประเมินผ่านกรณีศึกษาและการจำลองสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้มหาวิทยาลัยนำแนวทางไปปรับใช้และพัฒนาองค์กรของตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาในภูมิภาค ความรู้และประสบการณ์ที่แลกเปลี่ยนกัน จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของมหาวิทยาลัยอาเซียนให้รับมือกับความท้าทายทางดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเครือข่าย AUN Dx ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป
......................................

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี ศูนย์แม่ข่ายประสานงาน อพ.สธ. ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานการศึกษา และเครือข่ายผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดงานเทศกาลซากดึกดำบรรพ์พัทลุง ครั้งที่ 2 (Phatthalung Fossil Festival#2) ภายใต้โครงการการเผยแพร่แนวทางการเชื่อมโยงแหล่งมรดกธรณีกับการบูรณาการการท่องเที่ยว ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 4-6 เมษายน 2568 ณ อาคารซากดึกดำบรรพ์ 500 ล้านปี เทศบาลตำบลมะกอกเหนือ ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อเผยแพร่ความโดดเด่นและคุณค่าทางธรณีวิทยาของจังหวัดพัทลุง เชื่อมโยงอย่างบูรณาการร่วมกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม วิสาหกิจชุมชน การศึกษาเรียนรู้ และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ผศ. ดร.พงษ์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ กล่าวว่า แนวคิดการจัดโครงการการเผยแพร่แนวทางการเชื่อมโยงแหล่งมรดกธรณีกับการบูรณาการการท่องเที่ยว เกิดขึ้นจากความร่วมมือของพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาฯ และ กรมทรัพยากรธรณี ด้านการสำรวจ ศึกษา วิจัย และถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืนต่อชุมชนและสังคม
ภายในงานประกอบด้วยการจัดงานร่วมกัน 3 งาน ได้แก่ งานเทศกาลซากดึกดำบรรพ์พัทลุง ครั้งที่ 2 ประกอบด้วย นิทรรศการและการบรรยายเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ กิจกรรมชมแหล่งซากดึกดำบรรพ์เขาทอง เดินสำรวจสิ่งมีชีวิตยามค่ำคืน การบรรยายความรู้และอบรมหลักสูตรซากดึกดำบรรพ์ในท้องถิ่นให้แก่ครูในจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาฯ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และกรมทรัพยากรธรณี เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน ร่วมกับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้แก่ คณะเภสัชศาสตร์ คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และศูนย์กิจการนานาชาติและสื่อสารองค์กร และจังหวัดพัทลุง ได้แก่ เทศบาลตำบลมะกอกเหนือ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาชัยสน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช และเครือข่ายผู้ประกอบการท้องถิ่น
งานของดีปากคลอง ที่รวบรวมของกินของใช้ ผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ชุมชนปากคลองและจังหวัดพัทลุงร่วมจัดแสดงในงาน ซึ่งมีเทศบาลตำบลมะกอกเหนือเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน
และงาน Phatthalung Coffee.Craft.Music ครั้งที่ 5 โดยเครือข่ายผู้ประกอบการร้านกาแฟจังหวัดพัทลุง ประกอบด้วย การแข่งขันชงกาแฟ และสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่ม การออกร้านสินค้าหัตถกรรม และวงดนตรีสดสร้างบรรยากาศภายในงาน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
............................................

๐ การศึกษา - คณะวิทย์ ม.อ. เปิดเวทีเสวนา “แผ่นดินไหวและการเตรียมพร้อมรับมือของประเทศไทย” ชี้ไทยยังมีช่องว่างการรับมือภัยพิบัติ แนะสร้างสังคมพร้อมรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
2 เมษายน 2568 - มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคณะวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ถอดบทเรียนมหันตภัยแผ่นดินไหวกับการเตรียมพร้อมรับมือของประเทศไทย” โดยมีนักวิชาการ บุคลากรภาครัฐ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างคึกคัก ณ ห้องประชุม P 105 ตึกฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และระบบ Online โดย รศ.ดร.สวัสดี ยอดขยัน อาจารย์หลักสูตรธรณีฟิสิกส์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
การจัดเวทีในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่ศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้หลายพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคเหนือ ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลอย่างกว้างขวาง ทั้งที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางกว่า 800 กิโลเมตร
ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. ชี้ว่า รอยเลื่อนในเขตเมียนมา เช่น รอยเลื่อนพะโค และรอยเลื่อนแถบอิระวดี เป็นรอยเลื่อนที่ยังคงมีพลังงานสะสมและมีศักยภาพในการก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นใกล้เขตรอยต่อชายแดนไทย
“หลายคนอาจเข้าใจว่าไทยไม่อยู่ในเขตแผ่นดินไหวใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เราอยู่ในภูมิภาคที่แผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นกำลังเคลื่อนตัวเข้าหากัน เช่น แผ่นอินเดีย แผ่นยูเรเชีย และแผ่นพม่า การสะสมพลังงานของเปลือกโลกในระดับลึกจึงส่งอิทธิพลได้กว้างไกล”
ด้าน ผศ.ดร.ธนันท์ ชุบอุปการ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะเริ่มกำหนดมาตรฐานการก่อสร้างเพื่อรองรับแผ่นดินไหว แต่ในทางปฏิบัติยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้อาคารหลายแห่งเสี่ยงต่อความเสียหายเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน เช่น อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 ที่ยังไม่ได้รับการเสริมความมั่นคง อาคารสูงที่ไม่มีระบบดูดซับแรงสั่น และโครงสร้างสาธารณูปโภค เช่น สะพานหรือทางยกระดับที่ไม่ได้รับการประเมินซ้ำอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ ระบบเตือนภัยของไทยยังขาดประสิทธิภาพในการสื่อสาร “แบบเรียลไทม์” ไปยังประชาชน เช่น การแจ้งเตือนผ่านมือถือโดยอัตโนมัติ การเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกที่เข้าใจง่าย และการซ้อมรับมือร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
ขณะที่ ผศ.ดร.กำแหง วัฒนเสน อาจารย์หลักสูตรธรณีฟิสิกส์ เน้นย้ำว่า การสร้างความตระหนักต้องไม่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีข่าวแผ่นดินไหวเท่านั้น แต่ต้องฝังอยู่ในระบบการศึกษาและการบริหารท้องถิ่น เช่น การฝึกอบรมครูให้สอนเรื่องภัยพิบัติในห้องเรียน การวางแผนฉุกเฉินระดับหมู่บ้านและเขตเทศบาล และการสร้างระบบฐานข้อมูลอาคารเสี่ยงที่เข้าถึงได้ในระดับชุมชน
ทั้งนี้ ในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมบางรายตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีความลังเลของภาครัฐในการสื่อสารความเสี่ยงต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเกรงว่าจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน สิ่งที่ประชาชนต้องการคือข้อมูลที่เชื่อถือได้ ตรงเวลา และอธิบายให้เข้าใจ ไม่ใช่การบอกให้อย่าตกใจ โดยไม่มีข้อมูลรองรับ
แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหว แต่ความถี่และรุนแรงของเหตุการณ์ในภูมิภาคกำลังเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ การขยายเมืองอย่างรวดเร็ว และความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานล้วนทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น ภัยพิบัติธรรมชาติมักเกิดขึ้นโดยไม่เลือกเวลา แต่การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งที่เราเลือกได้
เวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ได้เพียงให้ความรู้ทางวิชาการ แต่ยังเป็นการเชื้อเชิญให้ทุกภาคส่วนในสังคมมองเห็นหน้าที่ร่วมในการสร้างความพร้อมทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศ
คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. ยืนยันเดินหน้าสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสังคม และสร้างเครือข่ายความรู้ในประเด็นภัยพิบัติร่วมกับภาคีทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อให้วิทยาศาสตร์เป็นพลังหนุนสังคมไทยที่เปราะบาง ให้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น
ที่สำคัญ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. เตรียมที่จะจัดตั้งศูนย์วิจัยทางด้านธรณีฟิสิกส์ ที่จะมาดูแลในเรื่องของแผ่นดินไหวเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และเตือนภัยในอนาคต
..................................

๐ การศึกษา - ม.อ.เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการลดก๊าซเรือนกระจกในมหาวิทยาลัย นำร่องเป็นต้นแบบขยายองค์ความรู้สู่ชุมชน จังหวัด และประเทศ พร้อมตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มีนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์เพื่อขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดทำงานจำนวน 3 ชุด จากการบูรณาการทั้ง 5 วิทยาเขต
ชุดที่ 1 นำโดย รศ. ดร.จรงค์พันธ์ มุสิกะวงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อประเมินและออกแบบแพลตฟอร์มในการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมหาวิทยาลัยให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งจะเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่สามารถคำนวณได้แบบเรียลไทม์
ชุดที่ 2 นำโดย รศ.ดร.พลชาติ โชติการ คณบดีคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม ในการจัดทำ Roadmap เพื่อดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน
และชุดที่ 3 นำโดย ศ.ดร.อัญชนา ประเทพ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ ผ่านการอบรมและหลักสูตรการเรียนการสอนในเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
คณะทำงานทั้ง 3 ชุดนี้ จะบูรณาการการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นหนึ่งฟันเฟืองที่ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด
รศ. ดร.ธนิตกล่าวว่า จากการแต่งตั้งคณะทำงานทั้ง 3 ชุด ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทั้ง 5 วิทยาเขต ได้ริเริ่มดำเนินการนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ เพื่อขับเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำ Solar Rooftop หรือ การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มาชดเชยพลังงานที่ต้องซื้อจากการไฟฟ้าหรือพลังงานที่มาจากเชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงมหาวิทยาลัยยังลด Food Waste หรือ เศษอาหาร โดยการพยายามบริโภคอาหารที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ไม่เหลือทิ้ง และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่จะดำเนินการต่อในอนาคต ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากบุคลากรของมหาวิทยาลัย
“ปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้สภาพภูมิอากาศในโลกยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปนั้น ม.อ. ในฐานะสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีความเข้มแข็งทางวิชาการ มีนักวิจัยที่มีองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์มากมายในทุกมิติ พร้อมเดินหน้านำร่องเพื่อบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) และต่อยอดองค์ความรู้เพื่อเป็นต้นแบบแก่หน่วยงานอื่น ๆ ทั้งในระดับชุมชน จังหวัด และประเทศต่อไป” รศ.ดร.ธนิตกล่าว

ด้าน ศ. ดร.อัญชนา ประเทพ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า หนึ่งในความภาคภูมิใจของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คือการผ่านการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization หรือ Corporate Carbon Footprint: CCF) เพื่อรับรองข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร
คณะวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้แก่บุคลากรในมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากคณะและขยายไปยังทุกวิทยาเขต ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนที่คณะจัดทำขึ้นว่าด้วยเรื่องของการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และหลักสูตรวิชาโทเรื่อง Carbon Neutrality
รวมถึงการอบรมให้ความรู้เรื่อง Low Carbon Event การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization, CFO) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product, CFP) ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ผ่าน PSU MOOC ที่สามารถให้ความรู้แก่ผู้สนใจได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นเดียวกัน
นอกจากการดำเนินการในมหาวิทยาลัยทั้ง 5 วิทยาเขตแล้ว ยังมีการขยายองค์ความรู้ไปยังหน่วยงานภายนอก อาทิ วิทยาเขตปัตตานีที่ได้จัดทำโครงการคาร์บอนเครดิต Premium T-Ver เพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนบริเวณ Blue Lake ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ สร้างองค์ความรู้และพัฒนาคน รวมถึงสร้างคาร์บอนเครดิตและสังคมเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ร่วมกับจังหวัดปัตตานี และวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีอาจารย์ของมหาวิทยาลัยที่ได้ทำงานร่วมกับสหกรณ์ปาล์ม โดยได้จัดทำชุดความรู้เพื่อเป็นต้นแบบเกี่ยวกับความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนผ่านสวนปาล์ม และอีกหลายหน่วยงานที่สนใจ
“มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยอธิการบดีได้ประกาศนโยบายในการก้าวเข้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ซึ่งเรื่องของการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนต้องอาศัยทุกภาคส่วน โดยบริบทของสงขลานครินทร์พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในทุกมิติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและสังคมไทยเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ศ.ดร.อัญชนากล่าว
.........................................

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดงาน “คุณค่าสงขลานครินทร์ ประจําปี 2568” (PRIDE OF PSU 2025) ในรูปแบบ Low Carbon Event ซึ่งเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 13 เดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อเป็นการยกย่องและสดุดีอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ได้ช่วยกันสร้างผลงานจนเป็นที่ประจักษ์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม
มี ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน รศ. ดร.อุดมผล พืชน์ไพบูลย์ รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลและกิจการพิเศษ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักวิจัย บุคลากร และนักศึกษา เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568
งานวันคุณค่าสงขลานครินทร์เป็นงานที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 13 เดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบสถาปนาของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการยกย่อง และสดุดีอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ได้ช่วยกันสร้างผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม นอกจากจะมีการมอบรางวัลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่างๆ ให้แก่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แล้ว
ยังมีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “คุณค่าสงขลานครินทร์ที่ส่งต่อสู่สังคมและชุมชน” โดยนายสมพร ใช้บางยาง กรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การร้องเพลงโดยนักศึกษา ชมวีดิทัศน์ชุด “คุณค่าสงขลานครินทร์” และกิจกรรม PSU TALK โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ ไชยประพัทธ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ ที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาการศึกษาและสังคมอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สำหรับปีนี้มีการมอบรางวัลจำนวน 11 รางวัล ได้แก่
1. รางวัล The Blue Jacket 2024
2. รางวัลอาจารย์ตัวอย่างดีเด่น อาจารย์ตัวอย่างรุ่นใหม่ดีเด่น และผลงานดีเด่น ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประจำปี 2567
3. รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติพี่เลี้ยงอาจารย์ใหม่ ประจำปี 2567
4. รางวัลบุคลากรดีเด่นของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประจำปี 2567
5. รางวัลอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ดีเด่น ประจำปี 2567
6. รางวัลนักศึกษาดีเด่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประจำปีการศึกษา 2566
7. รางวัลนักศึกษาดีเด่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประจำปีการศึกษา 2567
8. รางวัลนักวิจัยที่มีจำนวนผลงานตีพิมพ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากฐานข้อมูล Scopus ประจำปี 2567
9. รางวัลนักวิจัยที่มีผลงานตีพิมพ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ฐานข้อมูล Scopus ประจำปี 2567
10. รางวัลผู้ผ่านการประเมินตามกรอบมาตรฐานสมรรถนะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU - TPSF) ระดับสามัตถิยาจารย์ (Scholarly Teacher) และผ่านการประเมินตามกรอบมาตรฐาน UKPSF ระดับ Senior Fellow
และ 11. รางวัลผู้ผ่านการประเมินตามกรอบมาตรฐานสมรรถนะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU -TPSF) ระดับสามัตถิยาจารย์ (Scholarly Teacher)
ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุกวันที่ 13 มีนาคม จะมีการจัดกิจกรรมที่เฉลิมฉลองวันสถาปนามหาวิทยาลัย แต่อาจจะมีรูปแบบกิจกรรมที่ต่างกันตามโอกาส เช่นเดียวกับในปีนี้มีปาฐกถาพิเศษ กิจกรรม PSU Talk การมอบรางวัลและของที่ระลึก ตลอดจนมีกิจกรรมที่เป็นวาระพิเศษทุก ๆ 10 ปี ของการครบรอบวันสถาปนา ซึ่งคาดว่าในปี 2570 ซึ่งเป็นการย่างเข้าปีที่ 60 ของการสถาปนามหาวิทยาลัย ก็จะมีกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
“แม้ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะยังคงเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมสำหรับการปรับตัวให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป และที่สำคัญคือจะยังคงยึดถือปณิธานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการดำเนินตามรอยพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ ที่ทรงขอให้ถือประโยชน์ของผู้อื่นเหนือประโยชน์ส่วนตน และเราจะยังคงเป็นมหาวิทยาลัยที่ส่งต่อคุณค่าสู่สังคมและชุมชนตลอดไป” ผศ. ดร.นิวัติกล่าว
.................................