Latest Posts
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หาดใหญ่ แสดงบทความทั้งหมด

"กัณวีร์” เชื่อมั่น! สันติภาพใต้สงบ สงขลามั่งคั่ง ชูจุดขายฟื้นเศรษฐกิจหาดใหญ่





๐ การเมือง - หัวหน้าพรรคพลวัตบุกตลาดกิมหยง ฟังเสียงสะท้อนพ่อค้าแม่ค้า กัดฟันสู้หลังวิกฤตน้ำท่วม ชูวิสัยทัศน์ “สันติภาพกินได้” เชื่อมความมั่นคงชายแดนใต้สู่ความมั่งคั่งของสงขลา พร้อมดันนโยบาย Work from Hometown สร้างงานคนชายแดนใต้ หวังชุบชีวิตเศรษฐกิจหาดใหญ่ด้วยการเมืองใหม่ที่เข้าใจโครงสร้างพื้นที่อย่างแท้จริง

รฟม.รับไม้ต่อ! โมโนเรลหาดใหญ่คาดเตรียมความพร้อมได้ภายในปีนี้ก่อนก่อสร้างอีกราว 3-4 ปี





ภายในประเทศ - อบจ.สงขลาประกาศถ่ายโอนโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหาดใหญ่ให้ รฟม.รับช่วงต่อเต็มตัวตั้งแต่ 9 ธ.ค. 68 หลังสำนักงบประมาณแนะ รฟม. มีความพร้อมสูงกว่า มั่นใจช่วยผลักดันโครงการให้สำเร็จรวดเร็วขึ้น คาดเตรียมความพร้อมได้ภายในปีนี้ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3-4 ปี

16 มกราคม 2569 - ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตนายก อบจ.สงขลา นายฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ รองนายก อบจ.สงขลา นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ รฟม. และ ดร.นครินทร์ สัทธรรมนุวงศ์ อาจารย์สังกัดศูนย์วิจัยและพัฒนาการจราจร สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกันแถลงข่าว “แนวทางการขับเคลื่อนโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”

นายฉัตรเพชรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกได้มอบหมายให้ รฟม. เป็นผู้ดำเนินโครงการนี้ต่อจาก อบจ. และบอร์ด รฟม. ได้มีมติรับมอบโครงการอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 หลังจากที่ อบจ.สงขลาได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและมลพิษให้แก่เมืองหาดใหญ่ และเป็นการส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีโครงการ

“หลังจากนี้ รฟม.จะเป็นหน่วยงานหลักในการเร่งรัดโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางให้แก่ชาวสงขลาและนักท่องเที่ยวต่อไป” รองนายก อบจ.สงขลากล่าว

ด้านนายกาจผจญกล่าวว่า ปัจจุบัน ภารกิจส่วนใหญ่ของ รฟม.อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ตามกฎหมายเปิดให้ รฟม.ดำเนินการในจังหวัดอื่นได้ทั่วประเทศได้ ซึ่งการรับไม้ต่อจาก อบจ. สงขลา เราไม่ต้องเริ่มใหม่ แต่นำเอกสารที่ อบจ.สงขลามีมาทบทวนเล็กน้อย และต่อยอดได้เลย ข้อดีก็คือ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ในส่วนกลาง ดังนั้น ในเรื่องเครื่องมือ เรื่องงบประมาณ เราไม่ได้มีข้อจำกัดเหมือนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมง่ายขึ้น โดยพยายามจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ตามความตั้งใจและความต้องการของทางพื้นที่

“ภายในปีนี้จะเริ่มในเรื่องของการเตรียมความพร้อม หากมีอะไรต้องปรับปรุงเพิ่ม ก็อาจจะขยับไปปี 70 คิดว่าจะพร้อมนำเสนอขอความเห็นชอบในรูปแบบที่จะเดินต่อ ซึ่งโดยปกติโครงการใหญ่แบบนี้การก่อสร้างอยู่ประมาณ 3-4 ปี ก็พร้อมที่จะเปิดให้บริการได้” ผู้ว่าการ รฟม.กล่าว


ขณะที่นายนิพนธ์กล่าวว่า ปัจจุบันถ่ายโอนโครงการนี้สู่ รฟม.ก็เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดงบประมาณ เพื่อให้โครงการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้เร็วที่สุด ตามคำแนะนำของสำนักงบประมาณ เนื่องจาก รฟม.มีศักยภาพและความพร้อมด้านงบประมาณมากกว่าท้องถิ่นภายใต้ข้อจำกัดในปัจจุบัน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้วตั้งแต่ปี 2564

เริ่มแล้ว! เทศกาลไหว้พระจันทร์ 2568 ร.ร.ศรีนครมูลนิธิ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา




เริ่มแล้ว! เทศกาลไหว้พระจันทร์ 2568 โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขอพรเสริมสิริมงคล ชาวไทยเชื้อสายจีนร่วมสืบสานวัฒนธรรมมายาวนาน

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 68 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวสนับสนุนในพิธีเปิดโครงการ “สืบสานประเพณีไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568” ร่วมกับ นายอวง จื้อ เจียน กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นางสาววัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมี นายพิชัย วัฒนะพยุงกุล นายกสมาคมไทย-จีน จังหวัดสงขลา กล่าวรายงานต่อประธานในพิธี นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

พร้อมด้วย นายพงศธร ฆังฆะ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นายพีระพงษ์ บุญเลิศ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ เขต 2 นายโฆษิต ดีเมฆ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ เขต 8 นางมยุรี พานชัย ผู้อำนวยการกองการศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา บุคลากรในสังกัด คณะกรรมการจัดงานฯ และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน เข้าร่วม ณ เวทีการแสดงโรงเรียนศรีนครมูลนิธิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยเชื้อสายจีนแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจ และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาโดยรวม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาในการพัฒนาจังหวัดอย่างรอบด้าน ทั้งวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิตประชาชน

งาน “สืบสานประเพณีไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2568 ณ โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยความร่วมมือของจังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา สมาคมไทย-จีน จังหวัดสงขลา และกลุ่มเยาวชนไทยเชื้อสายจีนหาดใหญ่ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีนที่สืบทอดมายาวนานให้คงอยู่คู่ชุมชน ปลูกฝังคุณค่าด้านความกตัญญู ความรัก ความผูกพันในครอบครัว ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมทั้งสร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว

ภายในงานตลอด 3 วัน 4 คืน จะได้พบกับการประดับโคมไฟเต็งลั้งกว่าพันดวง , โต๊ะไหว้พระจันทร์ขนาดใหญ่พร้อมพิธีไหว้พระจันทร์ตามประเพณีดั้งเดิม , ลานดวงจันทร์และจุดถ่ายรูปสีสันสดใส , ฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง , การแสดง ศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน พร้อมแสง สี เสียง , การประกวดและกิจกรรมที่สะท้อนขนบธรรมเนียมประเพณี และการออกร้านจำหน่ายอาหารและสินค้าท้องถิ่นโดยเฉพาะขนมไหว้พระจันทร์หลากหลายรูปแบบ

...........................

ตชด.-ตำรวจหาดใหญ่จับพ่อค้ายาทั้งขายทั้งเสพพ่วงหมายจับหนีทหาร






ภายในประเทศ - ตชด.-สภ.หาดใหญ่รวบพ่อค้ายาบ้า พบลูกค้าเพียบทักไลน์มาขอซื้อยา พอรู้เป็นตำรวจปิดเครื่องหายจ้อย แฟนสาวมาลาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่โดนแค่คดีค้ายาเจอข้อหาเสพพ่วงด้วยหมายจับหนีทหารอีก 1 หมาย

16 สิงหาคม 2568 - เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าวร้อย ตชด.437 หรือชุดช้างศึกสองเล ร่วมกับชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่ หรือชุดตะวัน สนธิกำลังออกกวาดล้างยาเสพติด ตามแผนยุทธการ "พิชิตคนพลาล อภิบาลคนดี" โดยหนึ่งในเป้าหมายเป็นการเข้าจับกุม นายธนภัทร แซ่ตั่น อายุ 25 ปี หรือต๊ะ หนึ่งในเอเย่นต์ค้ายาเสพติดใน อ.หาดใหญ่ ภายในรีสอร์ทแห่งหนึ่งย่านถนนรัตนอุทิศซอย 2 พบยาบ้าและไอซ์จำนวนนวนหนึ่ง

เจ้าหน้าที่คุมตัวไปขยายผลตรวจค้นต่อที่บ้านเช่าย่านชุมชนตลาดคอมเพล็กซ์ ริมทางรถไฟ พบยาบ้าไอซ์และอุปกรณ์การเสพ รวมเบ็ดเสร็จยาบ้าที่ยึดได้ 200 เม็ดและไอซ์ 112.94 กรัม นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลแขวงสงขลา วันที่ 13 มกราคม 2565 เนื่องจากหนีทหาร ติดตัวอีก 1 หมายจับด้วย

และขณะเจ้าหน้าที่คุมตัวมาสอบสวนปรากฏว่ามีลูกค้าทักไลน์มาติดต่อมาซื้อยาบ้าและไอซ์ไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จึงสวมรอยทักกลับไปหาบางรายก็ให้เปิดหน้าผ่านวิดีโอคอลล์ พอรู้ว่าเป็นตำรวจถึงกับรีบตัดสายทิ้งทันที และบางรายตำรวจก็ลองทักไปหาเพราะมีประวัติการซื้อขายยาด้วยกันแต่ว่าน่าจะรู้ทันว่าต๊ะเกมส์แล้วจึงไม่รับสาย

จากการสอบสวน นายธนภัทร หรือต๊ะ บอกว่า เคยถูกจับกุมในคดียาเสพติดมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 65 ติดคุกสองปีเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อเดินมกราคมที่ผ่านมา และหวนกลับเข้าสู่วงการอีกครั้ง โดยรับยาเสพติดจากมาจากเอเย่นต์ชื่อเอม ทางเมสเซ็นเจอร์ชื่อ "กระจอกบอกเจ๋ง"

นอกจากนี้ผลตรวจปัสสาวะก็มีผลเป็นบวกจึงถูกดำเนินคดี 2 ข้อหา จำหน่วยยาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทเอเฟตามีนหรือยาบ้า,ไอซ์)โดยการมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย และข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทเอมเฟตามีน)โดยฝ่าฝืนต่อกฏหมาย

ส่วนเอเย่นต์ที่ส่งยาให้น่าจะรู้ว่าต๊ะถูกจับจึงเผ่นหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขยายผลเจ้าจับกุม และระหว่างที่ต๊ะถูกจับ แฟนสาวได้มาหาพร้อมกับร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถูกเข้าคุกรอบสอง

ทั้งนี้ ชุดช้างศึกสองเล นำโดย ว่าที่ พ.ต.ท.บารเมษฐ์ ยอกแดง ผบ.ร้อย ตชด.437 ร.ต.อ.พิจิตร รักทอง หน.ชบป.ร้อยตชด.437 ร่วมกับชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่ หรือชุดตะวัน โดย พ.ต.อ.ธรรมรัตน์ เพชรหนองชุม ผกก.สภ.หาดใหญ่ ร.ต.อ.ศักดาวุฒิ พิทักษ์วงศ์ รองสว.หน.ชปส.ภายใต้การสั่งการของ สนธิกำลังออกกวาดล้างยาเสพติด ตามแผนยุทธการ "พิชิตคนพลาล อภิบาลคนดี”

.........................................

แม่ทัพภาค 4 เป็นประธานพิธีตักบาตรพระ 10,000 รูปในโครงการ "เพื่อแม่ เพื่อพ่อ" ปีที่ 22




10 สิงหาคม 2568 - พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ ณ บริเวณสี่แยกหน้าโรงแรมซากุระ กลางเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญในโครงการ “เพื่อแม่ เพื่อพ่อ” ปีที่ 22 โดยมีคณะสงฆ์จาก 4 ประเทศ และพระสงฆ์จาก 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมในบรรยากาศศรัทธาอันยิ่งใหญ่

พิธีในครั้งนี้นำโดยพระเดชพระคุณสมเด็จพระมหาวชิระมังคลาจารย์ เจ้าคณะหนใต้ พร้อมด้วยพระเถรานุเถระ และคณะสงฆ์จำนวน 10,000 รูป รับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยและต่างชาติที่มาร่วมทำบุญอย่างคับคั่ง

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวในพิธีว่า การถวายมหาสังฆทานครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญให้พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ร่วมสร้างบุญครั้งใหญ่ อันจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้พระพุทธศาสนา เผยแพร่วัฒนธรรมและภาพลักษณ์ที่ดีงามให้ปรากฏสู่สายตานานาชาติ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมทั้งด้านศาสนา เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงสร้างขวัญกำลังใจแก่พี่น้องชาวพุทธในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อก้าวข้ามวิกฤตและนำไปสู่ความมั่นคง สันติสุข

บรรยากาศเต็มไปด้วยความศรัทธา ความร่วมมือ และความปลื้มปิติของผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งนอกจากจะเป็นกิจกรรมทางศาสนาแล้ว ยังสะท้อนถึงความพร้อมของชุมชนและองค์กรต่าง ๆ ในการร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่เวทีโลก

.....................................

โจรหาดใหญ่ทุบตึกลักเหล็กไปขายทิ้งซากไว้ให้ดูต่างหน้า







๐ ภายในประเทศ - โจรขโมยดะตั้งแต่ตะแกรงเหล็กครอบคูระบายน้ำยันทุบตึก 3 ชั้นทั้งหลังขโมยเหล็กจนเหลือแต่ซากและเสี่ยงที่จะพังลงมา

8 พฤษภาคม 2568 - ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ชาวบ้านรวมถึงส่วนราชการต้องปวดหัวกับพวกหัวขโมยที่บางครั้งก็มาในคราบของคนที่เก็บของเก่าขาย แต่ว่าขโมยแหลกเอาหมดทุกอย่างตั้งแต่ตะแกรงเหล็กครอบคูระบายน้ำยันทุบตึกทั้งหลังจนเหลือแต่โครงเพื่อเอาเหล็กไปขาย

ทีมข่าวได้พาไปดูตัวอย่างที่ชาวบ้านได้ร้องเรียนมา บริเวณริมถนนเพชรเกษม ขาเข้าตัวเมืองหาดใหญ่แถวๆ ปั้มน้ำมันเชลล์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่

โจรได้ก่อเหตุขโมยตะแกรงเหล็กครอบคูระบายน้ำริมถนนไป1อัน ซึ่งจุดนี้เป็นที่ดินว่างไม่มีบ้านคนจึงลงมือสะดวกชาวบ้านต้องเอากิ่งไม้และถุงพลาสติกมาปักไหว้ป้องกันรถตกลงไปโดยเฉพาะตอนกลางคืน

แต่ที่หนักกว่านั้นคือตึก3ชั้นที่อยู่ใกล้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหาดใหญ่ ถูกโจรทุบเพื่อเอาเหล็กไปขายจนแทบเหลือแต่โครง ไล่ตั้งแต่ประตูหน้าต่าง ผนังด้านหน้าด้านข้าง และโครงสร้างภายในทั้งคาน พื้นชั้น2 ชั้น3 บันใด ถูกทุบจนเกือบหมดแทบไม่เหลือ

หรือแม้แต่เสาตึกก็ยังถูกทุบจนเกือบขาด ภายในตัวบ้านเต็มไปด้วยเศษปูนที่ถูกทุบเอาเหล็ก โดยโครงสร้างของตึกที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบจะถูกทุบจนหมด เพื่อเอาเหล็กไปขาย สภาพบ้านทั้งหลังกลายเป็นรูโบ๋

ชาวบ้านในละแวกนี้ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่าตึกหลังนี้เดิมทีเป็นร้านที่ขายเกี่ยวกับอะไหล่รถ แต่ว่าภายหลังได้เลิกกิจการไปและตึกก็ถูกทิ้งไว้ไม่มีใครอยู่ เพราะว่าเจ้าของเดิมเป็นชาวอยุธยา และภายหลังตึกนี้น่าจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร

แต่ว่าเมื่อราวปลายๆปีที่แล้วในช่วงกลางดึกเริ่มมีคนเข้ามารื้อค้นหาของมีค่าภายในตึกบางครั้งก็นอนค้างคืน หลังๆประตูหน้าต่างและเหล็กเริ่มถูกออกรื้อออกเรื่อยๆ จนหนักเข้าถึงขั้นลงมือทุบตึกเพื่อเอาเหล็กไปขาย

ชาวบ้านบอกว่าเป็นเวลา 4-5 เดือนต่อเนื่องกันที่ชาวบ้านแถวนี้แทบไม่ได้หลับ เพราะต้องตกใจตื่นจากเสียงคนทุบตึกเริ่มตั้งแต่หลังเที่ยงคืนยันสว่างแล้วก็ออกไป จนตึกหลังนี้เริ่มโบ๋

และการทุบตึกเริ่มหยุดลงเมื่อช่วงต้นปีเพราะน่าจะกลัวว่าตึกอาจจะพังจึงหยุดไปเองตอนนี้จึงไม่มีใครมาทุบ แต่สภาพตึก3ชั้นหลังนี้แทบกลายเป็นซาก

ชาวบ้านบอกว่าที่ผ่ามาก็มีเจ้าหน้าที่ธนาคารมาตรวจตึกหลังนี้เพราะทีแรกคิดว่าเจ้าของเดิมทุบตึกทิ้งจึงบอกไปว่าไม่ใช่เจ้าของเดิมแต่เป็นโจรที่เข้ามาขโมยเหล็ก และภายหลังก็มีการนำหนังสือมาปิดประกาศไว้ห้ามรื้อถอนตึกหลังนี้ แต่ว่าพวกโจรก็ไม่สนใจทุบจนแทบพังทั้งหลังอย่างที่เก็นอยู่ตอนนี้

ชาวบ้านบอกว่าโจรที่มาทุบตึกหลังนี้ก็อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ยังขับรถวนเวียนไปมา และบางครั้งก็ไปแอบขโมยเหล็กจากไซต์งานก่อสร้างที่กำลังอยู่ระหว่างสร้างคันคลองป้องกันตลิ่งพังในคลองแถวนี้ด้วย

............................

ปลัดแป้นเปิดตัวทีมชิงสนามเลือกตั้งหาดใหญ่ ชูนโยบาย “ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”





การเมือง - ทีมปลัดแป้นเปิดตัวทีมบริหาร คณะทำงาน และผู้สมัคร ส.ท.หาดใหญ่ทั้ง 4 เขตอย่างเป็นทางการ ท้าชิงสนามเลือกตั้งเทศบาลนครหาดใหญ่ นำเสนอนโยบายเน้นบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ทันสมัย ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

2 เมษายน 2568 - เวลา 09.00 - ที่โรงแรมหาดใหญ่ พาราไดส์ จังหวัดสงขลา นายณรงค์พร ณ พัทลุง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ หมายเลข 2 ในนาม “ทีมปลัดแป้น” จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) ทั้ง 4 เขต พร้อมเปิดตัวทีมบริหารและคณะทำงานอย่างเป็นทางการเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนพัฒนาเทศบาลนครหาดใหญ่สู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

นายณรงค์พรได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายหลักของทีมปลัดแป้นว่า มุ่งเน้นการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ทันสมัย และมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

ส่วนการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ท.ทั้ง 4 เขต รวม 24 คน และทีมบริหารพร้อมด้วยคณะทำงาน 19 คน โดยมีบุคคลสำคัญที่ได้ร่วมขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ในการเข้ามาร่วมงานกับทีมปลัดแป้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้

เริ่มจาก นพ.รุ่งโรจน์ กั่วพานิช อดีตรองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านระบบสาธารณสุขและสวัสดิการประชาชน พร้อมตอกย้ำถึงความมั่นใจในตัวหัวหน้าทีมหากได้รับความไว้วางใจจากชาวหาดใหญ่

จากนั้น นพ.ชรินทร แพทย์นนทเวช อดีตหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ ร.พ.หาดใหญ่ ซึ่งได้ตัดสินใจลาออกมา เพื่อร่วมงานการเมืองกับทีมปลัดแป้น ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านระบบบริการสุขภาพในเขตเมือง

ขณะที่นายพงษ์ศักดิ์ จิโรภาส อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ที่ครั้งนี้ได้ตัดสินใจร่วมงานกับทีมปลัดแป้น ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจราจร และเทคโนโลยีดิจิทัลในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ว่า จะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที

........................................

สส.สงขลาหนุนหาดใหญ่เป็น Financial Hub ของภูมิภาค







เศรษฐกิจ - “สรรเพชญ” สส.สงขลา หนุนไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ดันหาดใหญ่เป็น Financial Hub ของภูมิภาค พร้อมเสนอกฎหมายต่อสภา

7 กุมภาพันธ์ 2568 - นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนแนวคิดในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับสากล พร้อมเสนอให้หาดใหญ่เป็น Financial Hub ของภาคใต้ ชี้ศักยภาพของพื้นที่ดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินนั้น ตนได้ออกมาแสดงความเห็นอยู่หลายครั้งทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และการประชุมกับหน่วยงานหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด

"หาดใหญ่มีความพร้อมทุกด้าน ทั้งที่ตั้งยุทธศาสตร์ที่อยู่ใกล้มาเลเซีย ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค และความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว ผมในฐานะผู้แทนราษฎรของจังหวัดสงขลามองเห็นโอกาสนี้มาโดยตลอด หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ก็จะทำให้หาดใหญ่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคได้ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้แข่งขันในระดับนานาชาติได้" นายสรรเพชญกล่าว


นายสรรเพชญยังเน้นว่า การผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินเป็นแนวทางที่ถูกต้องในเวลานี้ โดยเฉพาะการผลักดันร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน โดยการเจาะจงพื้นที่ในจังหวัดสงขลา ซึ่งตนเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสภาฯ อันจะเป็นการช่วยสร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดึงดูดสถาบันการเงินและบริษัทชั้นนำจากทั่วโลกเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจ้างงานและการลงทุนระยะยาว ซึ่งควรจะต้องมีการระบุสถานที่หรือจังหวัดที่จะผลักดันให้ชัดเจนเพื่อเตรียมการรับมือและสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้เข้าใจ

"เราต้องมองไปข้างหน้า และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็น Financial Hub เช่นเดียวกับสิงคโปร์หรือดูไบ ซึ่งหาดใหญ่เป็นต้นแบบของศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาค โดยอาจเริ่มจากการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทางการเงิน ที่มีมาตรการจูงใจทางภาษีและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน" นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญได้เรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการกระจายการพัฒนาไปยังภูมิภาค เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่กระจุกตัวเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ขยายไปยังเมืองที่มีศักยภาพอย่างหาดใหญ่ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่

"การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทางการเงินที่หาดใหญ่ไม่เพียงแต่ช่วยให้ภาคใต้เติบโต แต่ยังช่วยกระจายความเจริญไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น สงขลา นครศรีธรรมราช และจังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลต้องกล้าที่จะคิดและผลักดันโครงการใหม่ๆให้เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยแข็งแกร่งขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก" นายสรรเพชญกล่าว

.................................

มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ทำพิธีคำนับเซ่นไหว้ศพไร้ญาติ 3,493 ร่าง




มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่จัดงานมหากุศลล้างป่าช้า ทำพิธีคำนับเซ่นไหว้สรีระและดวงวิญญาณ ศพไร้ญาติ 3,493 ร่าง ก่อนประกอบพิธีฌาปนกิจ และส่งดวงวิญญาณไปสู่สุขคติ

มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาทั้งไทย-จีน พิธีคำนับเซ่นไหว้สรีระและดวงวิญญาณศพไร้ญาติจำนวน 3,493 ร่าง รวมทั้งทอดผ้าบังสุกุล และวางดอกไม้จันทน์ ในงานมหากุศลล้างป่าช้า เก็บกระดูกไร้ญาติ โดยมีนายอรุณชัย ศิริมหาชัย ประธานมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ เป็นประธานในพิธี 

 และได้รับเกียรติจากนายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอหาดใหญ่ พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ตัวแทนสมาคมและมูลนิธิกู้ชีพกู้ภัย 14 จังหวัดภาคใต้ และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธี

  

ช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 9.00 น. มีพิธีคำนับเซ่นไหว้สรีระ และดวงวิญญาณไร้ญาติ สวดมาติกาบังสุกุล ทอดผ้าบังสกุล และการวางดอกไม้จันทน์ ส่วนช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. คณะพระสงฆ์จีน 3 คณะ ประกอบพิธีโยคะตันตระเปรตพลี และในเวลา 17.00 น. จะเป็นพิธีทิ้งกระจาดโปรยทาน จำนวน 3,000 ชุด ให้แก่ประชาชน

สืบเนื่องจาก มูลนิธีมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ จัดงานมหากุศลล้างป่าช้าเก็บกระดูกไร้ญาติครั้งที่ 7 และงานทิ้งกระจาดประจำปี 2567 ซึ่งได้ดำเนินงานมาจนครบ 49 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน จนถึง วันที่ 4 สิงหาคม 2567 การล้างป่าช้าครั้งนี้ มีพิธีเปิดป่าช้า เริ่มขุดกระดูกวันที่ 16 มิถุนายน และปิดป่าช้า


วันที่ 19 กรกฎาคม รวม 33 วัน ขุดร่างได้ทั้งหมด 3,493 ร่าง แบ่งเป็น ผู้ชาย 1,458 ร่าง ผู้หญิง 619 ร่าง และเด็ก 1,416 ร่าง รวมทั้งหมด 3,493 ร่าง โดยนำไปประกอบพิธีกรรมสวดอภิธรรรม พิธีกงเต็ก และทำพิธีฌาปนกิจ ซึ่งจะนำกระดูกทั้งหมดมารวมไว้ในเตาเผา ที่มีการก่อสร้างขึ้น 2 เตา เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจพร้อมกัน และส่งดวงวิญญาณไปสู่สุขคติต่อไป โดยในวันที่ 8 สิงหาคม 2567 นี้ จะปิดงานล้างป่าช้าอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์

//////////////////

มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซียงตึ้ง) หาดใหญ่ เชิญร่วมงานมหากุศล เก็บกระดูก ล้างป่าช้า





นายอรุณชัย ศิริมหาชัย ประธานมูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ้ง หาดใหญ่ เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ จะทำพิธีล้างป่าช้า เก็บกระดูก ครั้งที่ 7 ในระหว่างวันที่ 15 มิ.ย. ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2567 ทั้งนี้ในทุกๆ ปี สุสานของมูลนิธิฯ จะมีการรับศพที่ตามหาญาติไม่พบ โดยนำไปฝังในสุสานไว้ก่อนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นศพไม่มีญาติ และบุตรหลาน หรือคนในครอบครัวมาเซ่นไหว้ ทางมูลนิธิฯ จึงได้กราบไหว้แทนในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง

และเมื่อผ่านมาแล้วระยะหนึ่ง พื้นที่รับรองศพไม่มีญาติก็จะเต็มพื้นที่ของสุสาน ทำให้มูลนิธิฯ ต้องล้างสุสาน หรือ “ล้างป่าช้า” โดยทำการขุดหลุม นำกระดูกของศพไม่มีญาติมาทำความสะอาด และทำการเซ่นไหว้ สวดอภิธรรมและฌาปนกิจ เพื่อส่งดวงวิญญาณท่านเหล่านั้นให้ไปสู่สัมปรายภพตามความเชื่อทางศาสนา เพื่อที่มูลนิธิฯจะได้มีพื้นที่ รองรับศพไร้ญาติใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น




และตามความเชื่อที่ว่า”เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” และ”กุศลศรัทธาไร้ที่สิ้นสุด” มูลนิธิฯจึงใคร่ขอเรียนเชิญทุกท่านได้ร่วมสร้างกุศลด้วยการร่วมงานมหากุศลครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมแรงร่วมกายในการร่วมขุดและล้างกระดูก หรือร่วมใจเป็นผู้สนับสนุนปัจจัยต่างๆ ในงานล้างป่าช้าครั้งนี้ หรือร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอธิธรรมให้แก่ท่านเหล่านั้นได้ตามความสะดวก โดยท่านสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานมูลนิธิฯที่ 074–350622 

ส่วนท่านใดมีความประสงค์จะขุดกระดูกบรรพชนของท่านขึ้นมาบำเพ็ญกุศล แจ้งได้ที่สำนักงานมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ้ง) หาดใหญ่ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่จะร่วมบริจาคเงินทำบุญงานล้างป่าช้าเก็บกระดูกไร้ญาติ ครั้งที่ 7 ของมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ร่วมทำบุญด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารทีทีบี (ttb) เลขบัญชี 733-2-08034-5 มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง)



รถบรรทุกขนรถขุดดินชนอุโมงค์ลอดใต้สะพานเลี่ยงเมือง อ.หาดใหญ่ เจ็บ 3 ราย






14 พฤษภาคม 2567 - เพจ “มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่” รายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. เกิดเหตุรถกระบะดัดแปลงบรรทุกรถขุดดินขนาดเล็กชนอุโมงค์ลอดใต้สะพานถนนสายเลี่ยงเมืองบ้านหน้าควน ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื่องจากมีความสูงเกินกว่าอุโมงค์ ทำให้รถขุดดินชนคานใต้สะพานจนรถขุดตกลงมาบนพื้นถนน

ขณะเดียวกัน คนงานชาย 3 คน ที่อยู่ด้านหลัง ต่างกระโดดหนีและพลัดตกลงมาได้รับบาดเจ็บ รถพยาบาลหน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ และหน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองควนลัง ได้รับผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทั้ง 3 ราย โดยส่วนมากมีอาการปวดเคล็ดและแผลถลอกตามร่างกาย


###




“สส.สงขลา” เสนอยกระดับ ‘หาดใหญ่’ เป็นศูนย์กลางทางการเงินเทียบชั้นสิงคโปร์-ฮ่องกง






เศรษฐกิจ - สส.สงขลาแนะรัฐบาลยกระดับ "หาดใหญ่" ให้เป็นศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของภูมิภาค เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ สร้างงาน สร้างโอกาส ให้คนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเสริมสภาพคล่อง เพิ่มทุน ฟื้นกิจการ รวมทั้งการเริ่มต้นกิจการใหม่ หลังการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19

23 กุมภาพันธ์ 2567 - นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ควรยกระดับเมืองหาดใหญ่สู่ศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของภูมิภาค เพื่อเสริมสภาพคล่อง เพิ่มทุน ฟื้นกิจการ รวมทั้งการเริ่มต้นกิจการใหม่ เนื่องจากขณะนี้ ภาคธุรกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลังซบเซามานานหลายปีจากวิกฤตโควิด-19 แต่ยังมีปัญหาเรื้อรังของภาคธุรกิจ กลุ่มเอสเอ็มอีจำนวนมาก คือ การเข้าถึงแหล่งทุน ทั้งทุนหมุนเวียนระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะกับกลุ่ม SMEs และ Start Up เพราะต้องยอมรับว่าการเริ่มต้นนับหนึ่งทางธุรกิจมันไม่ง่ายในภาวะปัจจุบัน

“ผมคิดว่าข้อเสนอให้ยกระดับหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่เทียบเท่าสิงคโปร์ หรือฮ่องกงนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะหาดใหญ่ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีต้นทุนสูง หากผลักดันให้สำเร็จมันจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาคใต้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด” นายสรรเพชญกล่าว


นายสรรเพชญกล่าวว่า พลวัตของหาดใหญ่ช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เมืองเติบโตมาจากการค้า การลงทุน จนส่งผลให้หาดใหญ่เป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ กอปรกับทำเลที่ตั้ง ที่ได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เพราะตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งยังมี อ.สะเดา พื้นที่ใกล้เคียงเป็นเมืองด่านชายแดน ที่มีมูลค่าการค้าเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียในปี 2565 มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 31.76 ของมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมดของไทย ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านด่านศุลกากรสะเดาและปาดังเบซาร์ นอกจากนี้ เศรษฐกิจหาดใหญ่ และพื้นที่โดยรอบ ยังขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยว ดังจะเห็นได้ว่าปี 2565 มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาเยือนไทยกว่า 2.9 ล้านคน คิดเป็นอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด



สส.สงขลากล่าวว่า หาดใหญ่ยังเป็นศูนย์กลางการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ในปัจจุบัน ที่รายล้อมไปด้วยระบบเศรษฐกิจที่หลากหลายรูปแบบ มากไปกว่านั้น หาดใหญ่ยังตั้งอยู่ในเขตการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย คือ อินโดนีเซีย–มาเลเซีย–ไทย (Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle: IMT-GT) โดยในปี 2565 มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 727 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือราว 2.58 แสนล้านบาท) รวมทั้ง IMT–GT ยังประกอบด้วยแผนงานการลงทุนเมกะโปรเจกท์ในอนาคตที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ให้แก่พื้นที่ภาคใต้อีกหลายโครงการ เช่น โครงการมอเตอร์เวย์หาดใหญ่–สะเดา โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง เป็นต้น

“มันเป็นไปได้ครับ หากจะผลักดันหาดใหญ่ให้เทียบเท่าสิงคโปร์หรือฮ่องกง เพราะประวัติศาสตร์ของหาดใหญ่บอกเราเช่นนั้น แต่ผมอยากให้ดูความได้เปรียบ เทียบจากต้นทุนที่เรามี ซึ่งหาจากเมืองอื่นไม่ได้ เรานึกภาพ เมื่อไปสิงคโปร์ ฮ่องกง ตัวเลือกเราแทบจะน้อยสำหรับการท่องเที่ยวและพักผ่อน แต่หาดใหญ่ มองซ้าย มองขวา โดนขนาบข้างด้วยอันดามัน และอ่าวไทย มีเขตอารยธรรมสามจังหวัด ขึ้นเหนือ มีอารยธรรมศรีวิชัย เรามีแหล่งท่องเที่ยวทางอารยธรรม และธรรมชาติอยู่รอบๆ 360 องศา ตรงนี้ สำหรับผมมันคือ ความได้เปรียบ มากไปกว่านั้น หากเราดูแนวโน้มการพัฒนาในภูมิภาค จะเห็นว่า หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางของเขตการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เป็นเมืองการค้าชายแดนที่มีมูลค่าการค้ากว่าปีละหลายแสนล้านบาท ในปี 2565 มีมูลค่าการค้ากับมาเลเซียราว 3 แสนล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 3 ของการค้าชายแดนของไทย กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด โดยผ่านทางด่านศุลกากรสะเดา และปาดังเบซาร์เสียเป็นส่วนใหญ่” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญกล่าวว่า สำหรับการผลักดันหาดใหญ่สู่เมืองศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของภูมิภาคนั้น จำเป็นต้องมี “3 พร้อม” คือ สภาพแวดล้อมพร้อม หมายถึง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามา ตรงนี้ จำเป็นต้องปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การลดขั้นตอนซ้ำซ้อน การคิดเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี การคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ จากการประกอบธุรกิจ



ประการที่สอง “โครงสร้างพื้นฐานพร้อม” ที่หมายถึงโครงสร้างเมือง ถนนหนทาง การสัญจร และโครงสร้างพื้นฐานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน หาดใหญ่มีความพร้อมเป็นทุนเดิม และหากต้องพัฒนาต่อยอด ภาคเอกชนเขาก็พร้อมจะลงทุน

ประการสุดท้ายคือ “บุคลากรพร้อม” เพื่อรองรับตลาดแรงงานที่จำเป็นต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน ซึ่งในพื้นที่เรามีสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ หลายสถาบัน รองรับการผลิตแรงงานอยู่แล้ว

“เมื่อคิดอย่างรอบด้าน หาดใหญ่จึงเป็นเมืองที่มีความพร้อมในทุกมิติ ยังคงขาดแต่นโยบายผลักดันที่เอาจริงเอาจังเท่านั้น หากฝ่ายบริหารเอาด้วย การแก้ไขกฎหมาย ระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนก็คงไม่ใช่เรื่องยาก และเมื่อทุนมากองอยู่ที่หาดใหญ่ มันจะทำให้ธุรกิจน้อยใหญ่ กลุ่ม SMEs มีแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเกิดการพัฒนา และขยายตัวตามไปด้วย ผมเชื่อว่าศูนย์กลางการเงินนี้จะนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเงินในอนาคต ซึ่งจะสร้างมูลค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล อยากฝากให้หน่วยงานที่ดูแลภาพรวมของประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเงินอย่างสำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาร่วมผลักดัน ศึกษาแนวทางในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นายสรรเพชญกล่าว