Latest Posts
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โพงพาง แสดงบทความทั้งหมด

เจ้าท่าร่วมกับประมงและตำรวจน้ำออกเรือร่วมรื้อโพงพางในทะเลสาบสงขลาเพิ่มอีก 15 เสา





ภายในประเทศ - สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 จ.สงขลาร่วมกับประมงและตำรวจน้ำออกปฏิบัติการรื้อเสาโพงพางที่ยังตกค้างในทะเลสาบสงขลาทั้งสิ้น 3 แถว 15 เสา ไร้กลุ่มประมงออกมาต่อต้าน

28 สิงหาคม 2568 - เวลา 06.00 น. นายภาณุ ภาศักดี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 4 (ผสบ.4) และ นายหิรัญวัตติ์ สืบกระพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 (ผจภ.4) จังหวัดสงขลา (ผจภ. 4 (สข.)) มอบหมายให้เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ ของสำนักงาน สบ.4 และ จภ.4 (สข.) ร่วมบูรณาการกับกองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ (สถานีตำรวจน้ำสงขลา) และศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลสงขลา ปฏิบัติการรื้อถอนโพงพางที่ยังคงเสี่ยงอันตราย กีดขวางร่องน้ำ ทางเรือ

ปฏิบัติการดังกล่าวใช้เรือจำนวน 4 ลำ คือ เรือเจ้าท่า 225 เรือตรวจการณ์เจ้าท่า 190 เรือตรวจการณ์ประมง 225 และเรือตรวจการณ์ตำรวจน้ำ 325 ออกรื้อถอนเสาโพงพางที่ยังตกค้างในทะเลสาบสงขลาจากการรื้อถอนที่ผ่านมา โดยมีพื้นที่ที่รื้อต่อจำนวน 3 แถว จำนวนประมาณ 15 เสา บางเสาเป็นต้นตาลขนาดใหญ่และไม้ชะโอนลักษณะผุผัง มีตาอวนและเชือกผูกต่อกันระหว่างเสาทำให้การรื้อถอนใช้เวลานานและต้องระมัดระวังในการถอนพอสมควรในแต่ละเสา

บริเวณที่ทำการรื้อถอนเป็นแนวเดิมที่ตกค้างบริเวณร้านอาหารซีเบสท์แพขนานยนต์ หลังที่ทำการไปรษณีย์สงขลา และหลังท่าเรือหะริน 2 การดำเนินการวันนี้รื้อถอนเสาโพงพางที่ตกค้างจากการรื้อถอนครั้งที่ผ่านมาได้ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้ลากเสาโพงพางมาเก็บไว้ที่ท่าเรือเจ้าท่าเพื่อป้องกันการนำกลับเอามาใช้ใหม่ของกลุ่มประมงโพงพาง

อย่างไรก็ตาม ในการรื้อถอนครั้งนี้ไม่มีการต่อต้านจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากการทำโพงพางเหมือนที่เคยออกมาขัดขวาง ภายหลังจากการรื้อถอนไม่พบเสาโพงพางที่เป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำในระยะร่องน้ำเดินเรือ ทัศนยภาพในทะเลสาบเปลี่ยนไปจากเดิม

..................................

โพงพางเกิดลูกแล้ว! หลังถูกรื้อจากทะเลสาบสงขลา สว.จี้ผู้ว่าฯ ขจัดให้สิ้นซาก





ภายในประเทศ - “สว.สงขลา” ออกโรงจี้ผู้ว่าฯ เร่งรื้อถอนโพงพางที่เหลืออีก 40% ในทะเลสาบสงขลา หวั่นเกิดปัญหา 2 มาตรฐาน หลังพบมีกลับมาวางใหม่ในจุดที่เคยรื้อถอนไปแล้ว ชี้เป็นปัญหาหมักหมมมานานนับ 10 ปี เรียกร้องให้จัดการเด็ดขาดทั้งโพงพางและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำทะเลสาบ

17 สิงหาคม 2568 - นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว.สงขลา ได้กล่าวถึงปัญหาของโพงพางซึ่งเป็นเครื่องมือประมงผิดกฎหมายในทะเลสาบสงขลาว่า ขณะนี้ยังมีโพงพางที่ยังไม่ได้รื้อถอนอีกประมาณ 40 % ซึ่งประชาชนได้ร้องผ่านสมาชิกวุฒิสภาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รื้อถอนโพงพางที่เหลืออยู่ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหา 2 มาตรฐาน เพราะผู้ทำผิดกฎหมายส่วนหนึ่งยังทำผิดกฎหมายได้ ส่วนหนึ่งถูกรื้อถอนและจับกุม และอาจจะถูกฟ้องร้องจากกลุ่มโพงพางที่ถูกรื้อถอนในความผิด ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของโพงพางที่ได้รื้อถอนไปประชาชนต่างชื่นชม ที่ทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงานเกิดขึ้นกับทะเลสาบสงขลา

นายไชยยงค์กล่าวว่า เรื่องโพงพาง ซึ่งเป็นเครื่องมือผิดกฎหมายในทะเลสาบสงขลา เป็นปัญหาหมักหมมเป็น 10ๆ ปี โดยเจ้าหน้าที่ไม่กล้าดำเนินการรื้อถอนและจับกุมกลุ่มอิทธิพลที่เป็นเจ้าของโพงพาง และนอกจากโพงพางที่รุกร่องน้ำการเดินเรือแล้ว ยังมีโพงพางที่เป็นเครื่องมือผิดกฎหมายในทะเลสาบสงขลาอีกกว่าหลายพันปาก ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรงคือ ประมงจังหวัด ไม่กล้าที่จะรื้อถอน จึงขอเรียกร้องให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ ทั้งโพงพางที่รุกร่องน้ำการเดินเรือและโพงพางที่อยู่นอกร่องน้ำการเดินเรือแต่ผิดกฎหมายประมงเพราะเป็นเครื่องมือทำประมงที่ผิดกฎหมาย

“ที่สำคัญ หลังมีการรื้อถอนเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ได้มีการตรวจสอบเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่ามีการบุกรุกวางโพงพางในพื้นที่ซึ่งมีการรื้อถอนเกิดขึ้นแล้ว จำนวน 3 ปาก ซึ่งมีการวิพากษวิจารณ์จากคนสงขลาว่า โพงพางเกิดลูกแล้ว และเชื่อว่าจะมีการบุกรุกเข้ามาวางโพงพางในร่องเดิมที่มีการรื้อถอนไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง หาก จังหวัดสงขลายังไม่ดำเนินการรื้อถอนโพงพางที่ยังเหลืออยู่อยู่กว่า 50 ปาก ซึ่งหากไม่ดำเนินการให้เด็ดขาดอีกไม่ช้าจะมีการรุกล้ำวางโพงพางในร่องน้ำเดินเรือเหมือนเดิม” นายไชยยงค์กล่าว


นายไชยยงค์ยังได้เรียกร้องว่า นอกจากเรื่องของโพงพางที่ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายแล้ว ยังมีเรื่องรอบๆ เกาะยอ สถานที่ท่องเที่ยวของ จ.สงขลา ที่มีการสร้างโฮมสะเตย์และห้องอาหารจำนวนมากที่รุกล้ำทะเลสาบ ซึ่งมีทั้งที่ถูกศาลตัดสินแล้วแต่ยังไม่รื้อถอน และมีทั้งที่บุกรุกสร้างใหม่ ทั้งเรื่องโพงพางและเรื่องโฮมสะเตย์และห้องอาหาร นอกจากเป็นเรื่องผิดกฎหมายประมงและเจ้าท่าแล้ว ยังเป็นทัศนอุจาดที่ทำลายความสวยงานของทะเลสาบสงขลาอีกด้วย

ที่สำคัญ การที่จังหวัดและหน่วยงานต่างๆ ปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น ผู้ทำผิด อยู่เหนือกฎหมาย สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ประเทศชาติและประชาชน มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์จากการ ปล่อยปละละเลยให้มีการทำผิดกฎหมายหรือไม่ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ซึ่งทำดีอยู่แล้ว เร่งดำเนินการกับผู้ทำผิดกฎหมายที่เหลืออยู่อย่างเร่งด่วนต่อไป

......................................

ชาวบ้านร้องให้ทบทวนคำสั่งผู้ว่าฯ สงขลาสั่งรื้อโพงพาง พร้อมขอมาตรการช่วยเหลือ





18 มิถุนายน 2568 - ภายหลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีคำสั่งให้รื้อถอนโพงพางทั้งหมด ในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา กลุ่มชาวบ้าน ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา นำโดยนายอาลีฟ หมัดโต๊ะหมัน ประมาณ 200 คน ได้มายื่นหนังสือเรียกร้องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพื่อขอให้ยับยั้งหรือทบทวนคำสั่งให้รื้อถอนโพงพางทั้งหมด ในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับประชาชนในพื้นที่

กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้เรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือชาวประมง เช่น เงินชดเชยเพื่อเยียวยาหากมีการรื้อถอนโพงพาง หรือมีพื้นที่ให้ทำประมงโพงพางได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยขอให้ตอบข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นหนังสือให้กลุ่มผู้ชุมนุมทราบด้วย

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้มอบหมายให้นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา นายอำเภอเมืองสงขลา นายอำเภอสิงหนคร และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมรับหนังสือของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป

..........................



ยึดความถูกต้องเสมอมา! ผู้ว่าฯ ยันไม่ได้นิ่งเฉย “โพงพางทะเลสาบสงขลา”




ภายในประเทศ / ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลายันตนเองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีปัญหาโพงพางทะเลสาบสงขลา เพียงแต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องค่อยเป็นค่อยไป ยืนยันทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

1 มิถุนายน 2567 - จากกรณีที่มีอดีตรองผู้ว่าฯ กระบี่แจ้งความดำเนินคดีนายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีปล่อยให้มีการทำประมงโพงพาง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทำประมงผิดกฎหมายในทะเลสาบสงขลา แม้จะมีคำสั่งรื้อไปแล้วแต่ก็ยังไม่ดำเนินการ ซ้ำยังมีม็อบประมงโพงพางมาปิดแพขนานยนต์สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจนถึงขั้นมีข้อเสนอให้ทะเลสาบสงขลาเป็นเขตพื้นที่พิเศษนั้น

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายสมนึก ได้ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดสงขลาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายอำเภอ ประมงจังหวัดสงขลา เจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งจากกระแสข่าวที่ออกมา ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร เพราะที่ผ่านมาทุกภาคส่วนในจังหวัดสงขลาทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างที่เป็นข่าว ตั้งแต่ตนมารับตำแหน่งก็ได้รับข้อร้องเรียนเรื่องนี้มาโดยตลอด

ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ได้เชิญส่วนราชการทั้งประมง เจ้าท่า ศรชล.ตำรวจน้ำ ตำรวจ และหน่วยอื่น ๆ มาพูดคุยหารือเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เนื่องจากทราบดีว่า อดีตเคยมีการเข้ารื้อถอนโพงพางในทะเลสาบสงขลาไปแล้วถึง 2 ครั้ง แต่สุดท้ายโพงพางก็กลับมาเหมือนเดิม และยังเกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งกันในพื้นที่

ผลการหารือในวันเดือนกุมภาพันธ์ อัยการจังหวัดแนะนำว่า เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างเป็นระบบ ลดการปะทะ จึงเสนอให้นำปัญหาโพงพางเข้าดำเนินคดีตามกฎหมายทั่วไป คือ ให้ประมงจังหวัด และเจ้าท่า ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน



ต่อมา วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ประมงจังหวัดสงขลาได้ออกคำสั่งทางปกครอง ปิดประกาศให้รื้อถอนเครื่องมือประมงโพงพางที่ทำประมงในร่องน้ำทะเลสาบสงขลา แจ้งให้เจ้าของโพงพางทราบ โดยให้ทำการรื้อถอนออกจากร่องน้ำภายใน 15 วัน หลังจากปิดประกาศตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567

จากนั้น นายเดชอิศม์ ขาวทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต 5 ได้เสนอตัวเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยกับชาวประมง โดยขอเวลา 90 วัน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 จังหวัดได้แจ้งให้ประมงจังหวัดพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งทางประมงได้ออกประกาศชะลอเวลาออกไปเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ไปจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2567 

แต่การเจรจาก็ไม่เป็นผล ประมงจังหวัดและเจ้าท่าจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2567 เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ลักลอบใช้เครื่องมือประมงโพงพาง ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตาม พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 มาตรา 67 (1) โดยได้นำคำสั่งต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วใช้ในการยื่นประกอบสำนวน จึงชัดเจนว่าเป้าหมายหลักของจังหวัดสงขลา แท้จริงแล้วคือการรื้อถอนประมงผิดกฎหมายออกจากทะเลสาบสงขลา โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมาย

ถัดมาจังหวัดสงขลาได้ทำหนังสือ จำนวน 7 ฉบับ นำเรียนปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมประมง และอธิบดีกรมเจ้าท่า เพื่อร่วมพิจารณากำหนดแนวทางการปัญหาเชิงนโยบายให้ครอบคลุมทุกมิติในระยะยาว โดยใจความสำคัญในหนังสือมี 2 ประการ คือ 1.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และ 2.เพื่อให้พิจารณาช่องทางการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านตามสมควร

วันเสาร์ที่ 25 พ.ค.2567 ตำรวจน้ำ กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ ได้เข้าบังคับใช้กฎหมายจับกุมชาวประมงโพงพาง 2 ราย ขณะทำการประมงจับสัตว์น้ำด้วยโพงพาง เนื่องด้วยเป็นความผิดซึ่งหน้า โดยอายัดของกลางเรือ 2 ลำ และโพงพางขณะทำการประมงไว้



26 พ.ค.2567 ชาวประมงบ้านหัวเขา รวมตัวปิดท่าแพขนานยนต์ เรียกร้องขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ตนจึงมอบหมายให้นายเศวต เพชรนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายอำเภอสิงหนคร ประมงจังหวัด เจ้าท่าภูมิภาค และตำรวจร่วมตั้งโต๊ะเจรจา ขอให้สลายการชุมนุมเปิดท่าแพขนานยนต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนส่วนรวม จนเวลาล่วงเลยมาถึงเย็น สภ.สิงหนคร ต้องบังคับใช้กฎหมายประกาศให้สลายการชุมนุมในคืนดังกล่าว โดยหลัก ๆ ในวันนั้นชาวประมงเรียกร้องขอประกันคน ประกันเรือ 2 ลำที่ถูกจับกุม

เช้าวันที่ 27 พ.ค.2567 ชาวประมงยอมสลายการชุมนุม เปิดท่าแพขนานยนต์ให้กลับมาให้บริการได้ ยอมส่งตัวแทนจำนวน 20 คน เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพื่อร่วมหารือทางออก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเองก็ได้ย้ำชัดว่า ในเรื่องคดีส่วนไหนที่ผิดกฎหมายก็ยังคงต้องดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ขอให้มั่นใจว่าจังหวัดจะไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงกับชาวประมง สำหรับข้อเสนอหลัก ๆ จากการพูดคุย 1) ชาวประมงขอให้มีการกำหนดเขตร่องน้ำให้ชัดเจน 2) การขอทำเขตประมงพิเศษ ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของจังหวัด แต่ก็จะเสนอรัฐบาลให้ ซึ่งเห็นได้ว่าเป้าหมายเดียวของจังหวัดสงขลา คือ การจัดระเบียบทะเลสาบสงขลา ทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยปราศจากความรุนแรง แต่เพราะเป็นปัญหาเรื้อรั้งทุกขั้นตอนจึงต้องอาศัยเวลาเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยังกล่าวอีกว่า ตนเกิดที่จังหวัดสงขลา โตที่จังหวัดสงขลา เป็นคนสงขลาโดยกำเนิด ชีวิตทั้งหมดผูกพันอยู่กับจังหวัดสงขลา ชีวิตการทำงานตั้งแต่สมัยเป็นปลัดอำเภอ เมื่อปี 2531 เรื่อยมา ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชามาโดยตลอด จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ซึ่งที่ผ่านมาตนทำงานบนพื้นฐานของความถูกต้องยึดหลักกฎหมาย ยึดมั่นในระเบียบราชการ ตระหนักถึงการเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสมอมา

ในประเด็นนี้จึงขอยืนยันว่า ตนและหน่วยงานในจังหวัดสงขลาที่ถูกกล่าวอ้างไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน

//////////////////////

ฟ้อง ม.157 ผู้ว่าฯ สงขลาปล่อยม็อบโพงพางยึดแพขนานยนต์-รับข้อเสนอเขตประมงพิเศษ





ภายในประเทศ / อดีตรองผู้ว่าฯ กระบี่แจ้งความดำเนินคดีมาตรา 157 ผู้ว่าฯ สงขลา และอีก 3 หน่วยงาน ฐานไม่รื้อถอนโพงพางตามที่ออกคำสั่งไว้ ปล่อยให้กลุ่มประมงโพงพางปิดแพขนานยนต์สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ซ้ำยังรับข้อเสนอให้ทะเลสาบสงขลาเป็นเขตประมงพิเศษ

30 พฤษภาคม 2567 - ที่ สภ.เมืองสงขลา นายสมโภช โชติชูช่วง อายุ 65 ปี อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.รณวิทย์ ชูช่วย สารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองสงขลา เพื่อให้ดำเนินคดีนายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนชาวจังหวัดสงขลา รวมถึงให้ดำเนินคดีกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในมาตรา 157 ทั้งประมงจังหวัดสงขลา ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสงขลา ผู้กำกับการตำรวจน้ำสงขลา




นายสมโภชเปิดเผยว่า การมาแจ้งความครั้งนี้ มาจากเรื่องการสร้างโพงพาง สิ่งกีดขวาง ตลอดจนการใช้เครื่องมือทำประมงผิดกฎหมาย กีดขวางในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา เป็นเหตุให้ประชาชนชาวจังหวัดสงขลาเกิดความเดือดร้อนและเป็นอุปสรรคต่อการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป็นอย่างมาก จนกระทั่งก่อนหน้านี้ นายสมนึก พรหมเขียว ในฐานะประธานคณะกรรมการประมงจังหวัดสงขลา ได้ออกคำสั่งให้รื้อถอนโพงพางที่สร้างกีดขวางน่านน้ำทะเลสาบสงขลา และปราบปรามจับกุมผู้ลักลอบใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายจับสัตว์น้ำภายในทะเลสาบสงขลา

แต่ต่อมาปรากฏว่า หัวหน้าหน่วยราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการควบคุม ปราบปราม กรณีดังกล่าว ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประมงจังหวัดสงขลา ผอ.เจ้าท่าภูมิภาคจังหวัดสงขลา และผู้กำกับการกองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ (จังหวัดสงขลา) กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนชาวจังหวัดสงขลาโดยรวม



“นอกจากไม่มีการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว หัวหน้าหน่วยงานข้างต้นยังปล่อยปละละเลยให้กลุ่มผู้กระทำความผิดชุมนุมปิดท่าแพขนานยนต์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนไม่อาจเปิดให้บริการแก่ประชาชนได้ตามปกติ รวมถึงยังรับข้อเสนอที่จะดำเนินการให้ทะเลสาบสงขลาเป็นเขตประมงพิเศษ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษ” นายสมโภช กล่าว

////////////////////


อดีตผู้ว่าฯ หนุนรื้อโพงพางทะเลสาบสงขลา เคยชดเชย 11 ล้านพร้อมที่ทำกินแต่ก็กลับมาปักเหมือนเดิม





๐ ภายในประเทศภายในประเทศ ๐ อดีตผู้ว่าฯ สงขลาเห็นด้วยรื้อโพงพางทะเลสาบสงขลา เหตุผิดกฎหมาย-ขวางร่องน้ำเดินเรือ แฉเคยจ่ายค่าชดเชยให้แล้ว 11 ล้านบาทพร้อมที่ดินทำกิน แต่ก็กลับมาปักใหม่และขายที่ดิน ด้าน “นายกชาย” ขอโทษกลุ่มประมง พยายามหาเงินเยียวยาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ

18 พฤษภาคม 2567 -  จากกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาประกาศให้รื้อถอนโพงพางในทะเลสาบสงขลาในวันที่ 19 พฤษภาคมนั้น นายธำรงค์ เจริญกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาระหว่างปี 2558-2559 เปิดเผยว่า ในครั้งที่ตนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้จ่ายเงินให้รื้อถอนโพงพาง ที่รุกร่องน้ำการเดินเรือไปแล้วในระยะทาง 5 กิโลเมตร ที่กีดขวางร่องน้ำการเดินเรือจำนวน 11 ล้านบาท

เงิน 11 ล้านบาทนี้เป็นเงินที่นายธำรงค์อ้างว่า ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการทางทะเลที่ได้รับความเดือดร้อนจากโพงพาง ที่รุกล้ำร่องน้ำเดินเรือ และต้องเสียเงินให้เจ้าของโพงพาง ที่เรียกร้องเงินค่าเสียหายจากการที่เรือเฉี่ยวชนกับโพงพาง ที่รุกร่องน้ำการเดินเรือ และมีการจัดที่ดินทำกินให้ครอบครัวละ 2 ไร่ ที่ บ้านโคกไร่ อ.เมือง สงขลา

“แต่หลังจากรับเงินแล้ว หลังจากผมพ้นตำแหน่ง โพงพางที่รับเงินไปแล้วก็กลับมาปักหลักในที่ดิน ส่วนที่ดินทำกิน ทราบว่ามีการขายสิทธิให้คนอื่น และครั้งนี้ก็จะเรียกร้องค่าชดเชยอีก ทั้งที่รับเงินชดเชยไปแล้ว” นายธำรงค์กล่าว

นายธำรงค์ยังกล่าวอีกว่า ในอดีตที่ตนเองไม่ได้ใช้กฎหมายในการดำเนินการกับโพงพางเหล่านี้ เพราะในปี 2559 โพงพางยังไม่ใช่เครื่องมือทำประมงที่ผิดกฎหมาย และเงินที่ใช้ในการชดเชยก็เป็นเงินของเอกชน



“แต่จ่ายเงินแล้ว ปัญหาก็ไม่จบ เป็นการผิดคำพูด ผิดสัญญา ของผู้เป็นเจ้าของโพงพาง ตนเห็นด้วยที่จะใช้กฎหมายในการดำเนินการรื้อถอนในส่วนแรกคือ ในระยะทาง 5 กิโลเมตร ที่ขวางร่องน้ำการเดินเรือ ส่วนที่เหลือ ซึ่งผิดกฎหมาย เช่นกันก็จะต้องดำเนินการต่อไป” นายธำรงค์กล่าว

ด้านนายเดชอิศม์ ขาวทอง หรือ “นายกชาย” สส.สงขลา และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้พบและขอโทษชาวประมง ด้วยโพงพาง ซึ่งเป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ที่อยู่ในทะเลสาบสงขลา จำนวน 1,500 กว่าช่อง และมีส่วนหนึ่งที่รุกเข้าไปในร่องน้ำของการเดินเรือจำนวน 158 ช่อง ที่ต้องถูกรื้อถอนโพงพาง และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแก้ปัญหานี้ต่อไป



นายเดชอิศม์กล่าวว่า แต่เดิมจังหวัดสงขลาเตรียมรื้อถอนในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ แต่ตนได้ร้องขอให้จังหวัดชะลอการรื้อถอนไว้ก่อน โดยขอที่จะเป็นผู้เจรจากับชาวประมงเจ้าของโพงพาง เพื่อหาทางออกที่ให้ผู้ทำอาชีพโพงพางเดือดร้อนน้อยที่สุด

ได้มีการประชุมกับเจ้าของโพงพางหลายรอบ โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้กับร่องน้ำในการเดินเรือ โดยเจ้าของโพงพางเรียกร้องค่าชดเชยในการรื้อถอนช่อละ 450,000 บาท รวมเป็นเงิน 71 ล้าน บาทเศษ ซึ่งตนเองได้พยายามที่จะหางบประมาณดังกล่าวจากเพื่อนพ้องน้องพี่ เพราะจากการเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พบว่า ทางราชการไม่มีนโยบายในการเยียวยา ดังนั้นด้วยจำนวนเงินที่มากถึง 71 ล้านบาท ตนจึงไม่สามารถที่ช่วยเหลือชาวประมง ที่เป็นเจ้าของโพงพางได้



นายเดชอิศม์ กล่าวว่า การทำอาชีพดักโพงพางในทะเลสาบสงขลา ทำกันมาชั่ว 5-6 อายุคน เป็นเวลา 200-300 ปีมาแล้ว จนกลายเป็นอาชีพของชาวบ้าน และโพงพาง 1 ปากมีรายได้ในการเลี้ยงครอบครัว 3-4 ครอบครัว การรื้อโพงพางในครั้งนี้จะส่งผลกระทบกับคนใน ต.หัวเขา มากกว่า 10,000 คน จากการพูดคุยพวกเขายินดีที่จะเลิกอาชีพการดัดโพงพาง แต่ต้องมีอาชีพอื่นให้เขาทำมาหากิน

ส่วนตัวเห็นด้วยการการรื้อโพงพางในครั้งนี้ เพราะเป็นเครื่องมือที่ถูกประกาศให้เป็นเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งส่วนหนึ่งที่ถูกรื้อเพราะกีดขวางร่องน้ำ ทำให้มีปัญหากับการเดินเรือ ตลอดเวลา 3 เดือน ที่ได้ขอโอกาสกับ ผวจ.สงขลา ตนได้พยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือด้วยการเยียวยา แต่ทำไม่สำเร็จ

###


ยอมรื้อโพงพางพร้อมขอเยียวยา ชาวประมงสงขลาขอร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาแนวร่องน้ำ







ภายในประเทศ - สส.สงขลา เขต 5 พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งโต๊ะหาทางออก ชาวประมงสงขลายอมรื้อโพงพาง เพื่อเปิดร่องน้ำ แต่ขอให้จังหวัดเยียวยา วางทุ่นกำหนดแนวร่องน้ำให้ชัดเจน ห้ามใครบุกรุก มีชาวบ้านร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนา

26 ก.พ. - ที่เทศบาลเมืองสิงหนคร จ.สงขลา นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา เขต 5 พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งโต๊ะหาทางออก เพื่อให้พี่น้องชาวประมงผู้ทำประมงโพงพางรับฟังปัญหาเพื่อให้กระทบวิถีชีวิตน้อยที่สุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอให้ชะลอการบังคับใช้กฏหมายออกไปก่อนอีก 3 เดือนเพื่อเจรจาหาข้อยุติ

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า จากที่ประชุมวันนี้ได้ข้อสรุปว่า ชาวบ้านยิมยอมให้รื้อโพงพางเพื่อเคลียร์ร่องน้ำ โดยทั้งหมด 74 ช่อง แต่มีการเสนอขอรับเงินเยียวยา แต่จะได้เท่าไหร่ขอสรุปกับทางประมงก่อน และจะไปประชุมกับผู้ว่าฯ อีกครั้ง เพราะเราต้องระดมทุนเพื่อมาเยียวยาชาวประมงต่อไป


“หากรื้อเสร็จแล้วก็ต้องวางทุ่นแล้วก็มอบหมายกรมประมงและเจ้าท่าเป็นคนดูแลร่องน้ำ ปักวางทุ่นแนวเขตให้ชัดเจนติดไฟ หลังจากนั้นใครจะมาบุกต่อไปไม่ได้ โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนา หากพบมีผู้บุกรุกอีกก็จะต้องแจ้งความดำเนินการคดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากขึ้นมาอีก” นายเดชอิศม์ กล่าวใน


ขณะที่ตัวแทนชาวประมงที่เข้าร่วมประชุมหาทางออกวันนี้ได้ให้เหตุผลว่าการทำโพงพางคือวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่ทำมาหลายชั่วอายุคน หากจะให้รื้อก็ต้องมีการเยียวยาตามมูลค่าที่สมเหตุสมผล บางรายเสนอผ่านนายเดชอิศม์ รื้อได้แต่ขอค่าเยียวยาให้ชาวประมงร่องละ 500,000 บาท

สุดท้ายแล้วยังมิได้มีข้อสรุปถึงมูลค่าการเยียวยาแต่อย่างใด นายเดชอิศม์จึงขอปิดห้องคุยและนำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อหาทางออกอีกครั้งในเร็วๆ นี้