
18 มีนาคม 2569 - พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ระบุว่า
หยุดวงจรหนี้พลังงาน คืนอธิปไตยให้เกษตรกรไทยด้วย “ดีเซล B40”
ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชนที่ต้องแบกรับค่าครองชีพ และความบิดเบือนของ “ราคาน้ำมัน 3 มาตรฐาน” ที่กำลังกัดกินเศรษฐกิจฐานรากของเรา
ทำไมเราต้องจ่ายน้ำมันดีเซลแพง
1. หน้าปั๊ม 30-33 บาท: ที่ดูเหมือนถูก แต่เป็นการ “กู้เงินอนาคต” มาชดเชยผ่านกองทุนน้ำมันที่ติดลบมหาศาล ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลานไทย
2. ภาคอุตสาหกรรมประมาณ 40-50 บาท: ที่ปล่อยลอยตัวจนต้นทุนสินค้าพุ่ง กระทบปากท้องคนจนทั้งประเทศ และรัฐต้องประกาศให้ "ราคาหน้าคลังน้ำมันทุกแห่งเท่ากันทั่วไทย" เช่นเดียวกับราคาหน้าปั๊ม ไม่ใช่ให้กำหนดราคาเองอย่างที่ผู้ประกอบการสะท้อนปัญหาทุกวันนี้
3. น้ำมันเขียวประมง ประมาณ 40-50 บาท: ที่ทำให้พี่น้องชาวประมงต้องจอดเรือทิ้ง เพราะสู้ต้นทุนไม่ไหวและมีผลกระทบต่ออาชีพประมงอย่างรุนแรง
ทางออกที่เป็นธรรม: บทเรียนจากอินโดนีเซียสู่ “ไทย B40” เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียประกาศเตรียมขยับสู่ B50 (ผสมน้ำมันปาล์ม 50%) เพื่อสู้กับวิกฤตน้ำมันโลก
ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน “ดีเซล B40“ เพื่อเปลี่ยนจาก “น้ำมันใต้ดิน” ที่เราคุมราคาไม่ได้ มาเป็น “น้ำมันบนดิน” จากหยาดเหงื่อเกษตรกรไทย อย่างน้อย ประโยชน์ 3 ต่อ เพื่อคนไทยทุกคน
1. คืนความเป็นธรรมให้เกษตรกร เงินทุกบาทที่เคยไหลออกไปหาบริษัทน้ำมันต่างชาติ จะถูกเปลี่ยนมาเป็นรายได้ตรงสู่มือ “ชาวสวนปาล์ม” ทั่วประเทศ พยุงราคาและสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มที่การปลูกได้ขยายขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 3 ล้านไร่เพิ่มเป็นเกือบ 6 ล้านไร่ในปัจจุบัน
2. ลดภาระงบประมาณชดเชย ยิ่งผสมปาล์มมาก ต้นทุนเนื้อน้ำมันยิ่งต่ำลง รัฐไม่จำเป็นต้องกู้เงินแสนล้านมาตรึงราคาหนี้ให้ลูกหลาน เราสามารถยืนราคา 32-33 บาทได้ด้วยตัวเราเอง
3. ราคาเดียวเพื่อคนทำมาหากิน เมื่อต้นทุนต่ำลง เราจะสามารถดึงราคา “น้ำมันประมง” และ “น้ำมันโรงงาน” ลงมาอยู่ในระดับที่ยุติธรรม ช่วยลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้พี่น้องประชาชนได้ทันที
การแก้ปัญหาน้ำมันต้องไม่ใช่แค่การ “ตรึงราคาไปวันๆ” แต่ต้องเป็นการ “รื้อโครงสร้าง” ที่เอาเปรียบประชาชนเราต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยมือของคนไทยเอง เพื่อให้วิกฤตสงครามครั้งนี้ กลายเป็นโอกาสทองของเกษตรกร และเป็นความสุขที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง
ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชนที่ต้องแบกรับค่าครองชีพ และความบิดเบือนของ “ราคาน้ำมัน 3 มาตรฐาน” ที่กำลังกัดกินเศรษฐกิจฐานรากของเรา
ทำไมเราต้องจ่ายน้ำมันดีเซลแพง
1. หน้าปั๊ม 30-33 บาท: ที่ดูเหมือนถูก แต่เป็นการ “กู้เงินอนาคต” มาชดเชยผ่านกองทุนน้ำมันที่ติดลบมหาศาล ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลานไทย
2. ภาคอุตสาหกรรมประมาณ 40-50 บาท: ที่ปล่อยลอยตัวจนต้นทุนสินค้าพุ่ง กระทบปากท้องคนจนทั้งประเทศ และรัฐต้องประกาศให้ "ราคาหน้าคลังน้ำมันทุกแห่งเท่ากันทั่วไทย" เช่นเดียวกับราคาหน้าปั๊ม ไม่ใช่ให้กำหนดราคาเองอย่างที่ผู้ประกอบการสะท้อนปัญหาทุกวันนี้
3. น้ำมันเขียวประมง ประมาณ 40-50 บาท: ที่ทำให้พี่น้องชาวประมงต้องจอดเรือทิ้ง เพราะสู้ต้นทุนไม่ไหวและมีผลกระทบต่ออาชีพประมงอย่างรุนแรง
ทางออกที่เป็นธรรม: บทเรียนจากอินโดนีเซียสู่ “ไทย B40” เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียประกาศเตรียมขยับสู่ B50 (ผสมน้ำมันปาล์ม 50%) เพื่อสู้กับวิกฤตน้ำมันโลก
ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน “ดีเซล B40“ เพื่อเปลี่ยนจาก “น้ำมันใต้ดิน” ที่เราคุมราคาไม่ได้ มาเป็น “น้ำมันบนดิน” จากหยาดเหงื่อเกษตรกรไทย อย่างน้อย ประโยชน์ 3 ต่อ เพื่อคนไทยทุกคน
1. คืนความเป็นธรรมให้เกษตรกร เงินทุกบาทที่เคยไหลออกไปหาบริษัทน้ำมันต่างชาติ จะถูกเปลี่ยนมาเป็นรายได้ตรงสู่มือ “ชาวสวนปาล์ม” ทั่วประเทศ พยุงราคาและสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มที่การปลูกได้ขยายขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 3 ล้านไร่เพิ่มเป็นเกือบ 6 ล้านไร่ในปัจจุบัน
2. ลดภาระงบประมาณชดเชย ยิ่งผสมปาล์มมาก ต้นทุนเนื้อน้ำมันยิ่งต่ำลง รัฐไม่จำเป็นต้องกู้เงินแสนล้านมาตรึงราคาหนี้ให้ลูกหลาน เราสามารถยืนราคา 32-33 บาทได้ด้วยตัวเราเอง
3. ราคาเดียวเพื่อคนทำมาหากิน เมื่อต้นทุนต่ำลง เราจะสามารถดึงราคา “น้ำมันประมง” และ “น้ำมันโรงงาน” ลงมาอยู่ในระดับที่ยุติธรรม ช่วยลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้พี่น้องประชาชนได้ทันที
การแก้ปัญหาน้ำมันต้องไม่ใช่แค่การ “ตรึงราคาไปวันๆ” แต่ต้องเป็นการ “รื้อโครงสร้าง” ที่เอาเปรียบประชาชนเราต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยมือของคนไทยเอง เพื่อให้วิกฤตสงครามครั้งนี้ กลายเป็นโอกาสทองของเกษตรกร และเป็นความสุขที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น