ภายในประเทศ

บทความ

Post Page Advertisement [Top]






บทความ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก


ในที่สุดคดียิงถล่ม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยกลุ่มผู้ลงมือมีอดีต “นาวิกโยธิน” และใช้รถยนต์ราชการของ “กอ.รมน.จ.นราธิวาส” ได้ขยายสู่ความร้าวฉานระหว่าง พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 กับ “นักการเมือง” และ “ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม”

แม่ทัพภาคที่ 4 นำคณะประกอบด้วย พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส รวมถึงทนายความของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงความคืบหน้าคดีเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 ที่ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ยิ่งทำให้สถานการณ์ที่คุกรุ่นอยู่แล้วยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้น

ประเด็นแรก คำพูดจากเรียวปากแหลมคมของ พล.ท.นรธิปที่ว่า “ถ้าผมทำ รับรองไม่รอด” ซึ่งหมายถึงว่าถ้าเขาเป็นคนลงมือหรือสั่งการ รับรองได้ว่า ส.ส.กมลศักดิ์ต้องกลับคือสู่อุ้งหัตถ์พระเจ้าอย่างแน่นอน ไม่ใช่แค่มีผู้บาดเจ็บ 2 รายที่เป็นคนขับรถและตำรวจติดตาม

ถ้ามองด้วยความเป็นธรรม คำพูดของ พล.ท.นรธิปเป็นคำเปรียบเปรยว่า ถ้าคนลั่นไกปืนเป็น “มืออาชีพ” เชื่อว่า ส.ส.กมลศักดิ์ไม่รอดแน่ แต่การที่ไม่ยิงซ้ำทั้งที่เหยื่อไม่ได้ต่อสู้ รวมทั้งดูจากประวัติมือปืนที่เป็นอดีตนาวิกโยธิน “หน่วยรีคอน” ที่ไม่ธรรมดา เรื่องนี้มีเงื่อนงำที่ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงจากผู้ต้องหาที่จับได้แล้ว 4 คน

ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวของจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำพูดของ พล.ท.นรธิปจึงถูกตีความในภาพลบทันทีทันใด ทั้งจาก “ร้านน้ำชา” ศูนย์รวมของสังคมมุสลิม และจาก “ภาคประชาสังคม” ใต้ปีกทางการเมืองบีอาร์เอ็นที่ชี้ว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงแก้ในการปัญหาไฟใต้หรือไม่


ข้อเท็จจริงของคดีนี้มีประเด็นที่อ่อนไหว และประชาชนส่วนหนึ่งเชื่อว่า “เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง” เพราะใช้รถยนต์ราชการ และผู้ที่ก่อเหตุอย่างน้อย 3 คนก็เป็นอดีตข้าราชการที่มีความข้องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน “กอ.รมน.จ.นราธิวาส”

นับตั้งแต่ไฟใต้ระลอกใหม่ถูกจุดขึ้นเมื่อปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีหลายคดีที่ผู้เสียชีวิตเป็นบุคคลที่อยู่ใน “หมาย กอ.รมน.” ที่ถูกกราดยิงหรือถูกเก็บโดยมีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ จนกลายเป็น “ภาพจำ” ในความรู้สึกของประชาชน

เมื่อมีการกระตุ้นต่อมหวาดระแวง ความรู้สึกเกลียดชังก็กลับมา รวมทั้งบรรดา “ไอโอ” บีอาร์เอ็น ก็พร้อมขุดคุ้ยคดีความเก่าๆ มาตอกย้ำ อาทิ ปี 2518 “นาวิกโยธิน” กระทำต่อประชาชน 5 ศพ หรือการยิง นายฟักรูดิน บอตอ อดีต ส.ว.นราธิวาส รวมถึงยิง ส.ส.นราธิวาส ที่มือปืนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น

ดังนั้นคำพูดเชิงเปรียบเทียบของ พล.ท.นรธิปที่ว่า “ถ้าผมทำ รับรองไม่รอด” จึงกลายเป็นประเด็นร้อนแรงสำหรับความรู้สึกของผู้คนบนแผ่นดินปลายด้ามขวานไปในที่สุด


รวมทั้งประเด็นที่ พล.ท.นรธิปพูดถึงปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้องกับ “ปอเนาะ” และ “ตาดีกา “ ว่าเป็นที่บ่มเพาะเยาวชนให้หลงผิดเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยชี้ว่าถ้าไม่แก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ” ซึ่งทุกวันนี้มัวแต่แก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” ก็ไม่มีวันที่ไฟใต้จะมอดดับ

นี่ก็เป็นเรื่องจริงอีกเรื่อง เพราะปัญหาการบ่มเพาะจาก “เจ๊ะฆู” หรือ “อุสตาซ” หรือครูสอนศาสนาในพื้นที่ยังมีอยู่ แถมเข้มข้นขึ้นตลอดเวลา แต่การ “พูดแบบเหมารวม” ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชนิดไฟลามทุ่งไปแล้ว ถึงขั้นจี้ให้ “นายกรัฐมนตรี” และ “ผบ.ทบ.” โยกย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่

โดยข้อเท็จจริงเรื่องนี้กระทรวงศึกษาฯ น่าจะได้ประโยชน์ และนำคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ไปพิจารณาเพื่อแก้ไข “ต้นเหตุ” อย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงแทบไม่แตะในเรื่องนี้เลย ทั้งที่เคยมีการจับกุมดำเนินคดีแบบมีหลักฐานชี้ชัดว่า มีการใช้สถานศึกษาหลายแห่งเป็นที่บ่มเพาะ ซ่องสุมกำลังและฝึกอาวุธ


หรือแม้แต่ประเด็นที่ พล.ท.นรธิปพูดถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่นำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา โดยเรียกร้องให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ดำเนินคดีตามกฎหมายกับ “ข้าราชการ” ที่ร่วมมือกับกลุ่มคนร้ายในการก่อเหตุ

โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า พ.ต.อ.ทวีเคยเป็นถึงอดีต “เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)” ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็นอดีต “อธิบดีดีเอสไอ” และเคยได้นั่งตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม” ด้วย ทำไม่จึงไม่สามารถแก้ปัญหาไฟใต้ ทั้งที่เคยมีทั้งมีหน้าที่และมีอำนาจ

นี่ก็เป็นการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้กันได้ง่ายๆ อย่าได้มองว่าไม่ให้ความสำคัญ หรืออย่าคาดหวังกับแม่ทัพภาคที่ 4 มากเกินไป เพราะ พ.ต.อ.ทวีเองก็เคยทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาไฟใต้มาแล้วในหลายตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่เคยทำได้สำเร็จ

หรือการชี้ไปยัง นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าฯ นราธิวาส ในฐานะเป็น ผอ.รมน.จ.นราธิวาส ที่หลังเกิดเหตุไม่แจ้งความกล่าวโทษ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ที่นำรถยนต์ของ กอ.รมน.จ.นราธิวาส ไปให้ ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี ยืมไปใช้ก่อเหตุ กรณีนี้ก็เหมือนการ “เปิดโปกลางบ่อน” ให้สื่อและประชาชนทราบ

ดังนั้น การแถลงความคืบหน้าคดียิงถล่ม ส.ส.กมลศักดิ์ดังที่กล่าวมา ประเด็นสำคัญควรอยู่ที่การจับคนร้าย การสืบสวนสอบสวนและสาวไปให้ถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน แต่กลายเป็นว่าไฮไลท์กลับไปอยู่ที่คำพูดของ พล.ท.นรธิป ซึ่งประโยคที่ “แหลมคม” ได้กลายเป็น “ปลายหอก” ย้อนกลับไปทิ่มแทงตนเอง

เรื่องนี้คงต้องติดตามฉากจบของคดีว่า ตำรวจจะจับ ร.อ.วิโรจน์ “ผู้รับงาน” และ “มือปืน” เพื่อนำไปสู่ “ผู้บงการ” ได้หรือไม่ รวมทั้งไขข้อข้องใจว่าการยิงถล่มรถยนต์ของ ส.ส.กมลศักดิ์เป็นการ “จงใจปลิดชีพ” หรือแค่ “ข่มขู่” และเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” “ผู้มีอิทธิพล” และ “ความมั่นคง” อย่างไร

รวมถึงต้องติดตามต่อว่า “ความบาดหมาง” ในความรู้สึกของ “ฝ่ายการเมือง” “ฝ่ายการศึกษา” และ “ภาคประชาสังคม” ที่มีต่อ “แม่ทัพภาคที่ 4” จะจบลงอย่างไร อีกทั้ง “กอ.รมน.” “กองทัพ” และ “รัฐบาล” จะหาทางออกอย่างไรในปมปัญหาที่เกิดขึ้น

หรือว่าจะเกิดปรากฏการณ์ใหม่กับ “พล.ท.นรธิป โพยนอก” ที่ได้รับการตีตราว่าเป็นคนแรกที่ต้องเผชิญกับ “โอษฐภัย” ทั้งที่เป็นการ “พูดความจริง” ทำให้อยู่ในตำแหน่ง “แม่ทัพภาคที่ 4” ในฐานะ “ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ได้ไม่ครบเทอม!


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Bottom Ad [Post Page]